คำเดียวจากเจ้าฟ้าทีปังกร เปลี่ยนภาพลักษณ์เจ้าคุณพระสินีนาฏ?

ในโลกของราชสำนักที่ซึ่งทุกถ้อยคำทุกท่าทีล้วนมีความหมายมากกว่าที่ปรากฏการกล่าวถึงกันเพียง1คำอาจเป็นเหมือนคาถาที่ไขประตูสู่ความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับอำนาจความสัมพันธ์และบทบาทที่แท้จริงของบุคคลในราชวงศ์และในวันนี้คำๆหนึ่งที่ถูกกล่าวอ้างว่ามาจากพระโอของสมเด็จเจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสคำถามที่สั่นสะเทือนต่อภาพลักษณ์ของสถาบันอย่างเงียบงันแต่รุ่งลึกรายงานที่ไม่เคยได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ เผยแพร่ผ่านช่องทางกระซิบภายในวังและกลุ่มผู้สังเกตการราชวงศ์ระบุว่าเจ้าฟ้าทีปังกรทรงใช้คำพิเศษ1คำในการเรียกเจ้าคุณพระศินีนาฏพิราชกัลยาณีคำที่ไม่ใช่ตำแหน่งทางราชการไม่ใช่คำเรียกตามธรรมเนียมปฏิบัติแต่เป็นคำที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวอบอุ่นและแฝงด้วยความเคารพแบบพิเศษในแวดวงที่มีระเบียบเรียบร้อยตามลำดับชั้นอย่างราชวงศ์คำใดคำหนึ่งที่ชัยเรียกบุคคลสามารถสะท้อนเจตนาความใกล้ชิดและแม้แต่การยอมรับทางใจได้อย่างลึกซึ้งหากคำที่เจ้าฟ้าทีปังกรทรงใช้มี ความหมายแฝงเช่นนั้นจริงนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาษาศาสตร์หากคือสัญญาณแห่งการยอมรับโดยในคำว่าแม่ถูกกล่าวถึงในบางกระแสแต่แม้จะดูเป็นไปไม่ได้ในบริบทของพระราชวังแต่หากมีแม้เพียงเสี้ยวความจริงก็พอที่จะเขย่าทัศนคติของประชาชนต่อสถานะที่แท้จริงของเจ้าคุณพระผู้เคยเป็นขวัญใจแต่ก็เคยหายไปอย่างไร้คำอธิบายคำถามคือหากเจ้าฟ้าทรงเลือกคำเช่นนี้จริงมันสะท้อนอะไรต่อความผูกพันภายในวังที่ไม่เคยปรากฏต่อสายตาสาธารณชนหรือเป็นไปได้ ไหมว่านี่นี่คือกลไกที่เงียบงาในการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของพระองค์เหมือนดังคำกล่าวของลาเซอร์คำพูดที่แท้จริงไม่งดงามคำงดงามไม่ใช่ความจริงแต่ในความเงียบงันคำเดียวกลับกลายเป็นคำประกาศที่ดังก้องที่สุดและคำๆนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าคุณพระกล่าวออกมาแต่คือสิ่งที่พระราชโอรสทรงเลือกจะเอ่ยด้วยพระองค์เองปี2019คือจุดพลิกผันที่ทำให้ชื่อของเจ้าคุณพระศินาฏะพิราฎกัลยาณีหายไปจากหน้าสื่ออย่างกะทันหันดังผืนผ้าห่มที่ถูกกระชากออกกลางพายุในช่วงเวลานั้นการ ประกาศถอดพระราชฐานะถูกเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดโดยไม่มีคำอธิบายไม่มีเหตุผลที่เปิดเผยต่อสาธารณชนและนั่นยิ่งปลุกกระแสสงสัยในใจประชาชนเธอหายไปอย่างสมบูรณ์ไม่มีภาพถ่ายไม่มีพิธีการไม่มีชื่อในข่าวใดๆเหมือนว่าทุกอย่างเกี่ยวกับเธอถูกลบเลือนจากความทรงจำของราชสำนักแต่นั่นคือเพียงภาพที่ประชาชนเห็นในความเงียบงันกลับมีบางสิ่งกำลังเปลี่ยนไปปี2020ปีที่ทุกอย่างเปลี่ยนอีกครั้งและคราวนี้ก็เงียบงั้นไม่แพ้กันการอภัยโทษอย่างไม่เป็นทาง การและการฟื้นคืนตำแหน่งในรูปแบบที่ไม่ได้ประกาศกึกก้องนำไปสู่คำถามว่าเหตุใดเธอจึงกลับมาที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือการกลับมาครั้งนี้ไม่ได้มาพร้อมเสียงปรบมือหรือแถลงการณ์จากราชสำนักหากแต่เป็นสัญญาณที่บรรจงส่งผ่านข่าวงานพิธีเล็กๆที่เธอปรากฏตัวในฉลองพระองค์เต็มยศและการจัดลำดับยืนที่ดูไม่ธรรมดาในภาพถ่ายทางการมีบางคนสังเกตว่าเธอมักจะปรากฏตัวใกล้กับเจ้าฟ้าทีปังกรในการงานบางประเภทเช่นกิจกรรมเฉพาะด้านการพระศาสนางานช่วยเหลือชุมชน หรือพิธีที่ดูเหมือนไม่มีความสำคัญทางการเมืองแต่แฝงนัยยะเชิงสัญลักษณ์อย่างลึกซึ้งเป็นไปได้หรือไม่ว่าการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การให้อภัยแต่คือการวางหมากบนกระดานอำนาจหมากเงียบที่ไม่จำเป็นต้องมีเสียงเดินหากราชสำนักคือบทกวี1บทสีตะคือวรรคเงียบที่ทำให้บทนั้นสมบูรณ์เงียบแต่ไม่เคยหายไปบางทีเธอไม่เคยจากไปเลยตั้งแต่ต้นและหากผู้ที่เอ่ยนามเธอด้วยคำที่เกินกว่าพิธีการคือเจ้าฟ้าทีปังกรมันอาจหมายถึงการยอมรับระดับลึกไม่ใช่ด้วย การแต่งตั้งแต่ด้วยหัวใจหลังการกลับมาที่ไม่มีเสียงแต่เต็มไปด้วยสัญญาณแห่งนัยยะเจ้าคุณพระศินีนาฏะไม่ได้เดินกลับเข้าสู่ราชสำนักด้วยประกาศหรือราชโองการหากแต่เดินเข้ามาด้วยภาพลักษณ์ที่ถูกออกแบบใหม่อย่างบรรจงภาพลักษณ์ของสตรีผู้สง่างามเงียบขึงและมุ่งมั่นทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์กิจกรรมทางสังคมเริ่มปรากฏขึ้นอย่างเงียบๆจากการเยี่ยมเยียนผู้ป่วยการนำเข้าของพระราชทานไปยังพื้นที่ห่างไกลการปรากฏตัวร่วมในกิจกรรมเกี่ยวกับการ พัฒนาเด็กและเยาวชนหรือแม้แต่การนั่งใกล้ผู้แทนระดับสูงของราชวงศ์ในพิธีกรรมที่ดูเล็กน้อยแต่แฟนแงด้วยความหมายเชิงลำดับขั้นภาพถ่ายที่เคยไม่มีเธอเลยในช่วง2ปีกลับปรากฏภาพที่เธอยืนไม่ห่างจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบางครั้งคือด้านหลังบางครั้งคือด้านข้างและบางครั้งคือตรงกลางภาพสะกดทุกสายตาโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดแต่สิ่งที่ยิ่งน่าขบคิดคือทำไมต้องเงียบทำไมไม่มีคำชี้แจงจากราชสำนักอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับบทบาทใหม่ของเธอบางคนบอก ว่านี่คือกลยุทธ์นางในเงาที่ให้เธอกลับมาโดยไม่ต้องยืนหน้าฉากให้คนมองเห็นคุณค่าจากการกระทำไม่ใช่จากตำแหน่งให้เธอส่งอิทธิพลโดยไม่ต้องมีอำนาจในทางจิตวิทยาสังคมกลยุทธ์เช่นนี้มักใช้ในองค์กรอำนาจสูงผู้ที่เงียบที่สุดบางครั้งคือผู้ที่ได้รับความไว้วางใจที่สุดและหากมีผู้หนึ่งที่สามารถเรียกเธอในคำที่ต่างจากทุกคนเช่นเจ้าฟ้าทีปังกรนั่นยิ่งตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ประชาชนไม่เคยรู้จักเมื่อมองผ่านเลนของโหรศาสตร์เธอคือดาวศุกร์ที่หาย ไปแล้วกลับมาส่องแสงในราศีเดิมไม่ได้โคจรกลับมาด้วยความบังเอิญหากด้วยแรงดึงดูดของจักรวาลที่วางแผนไว้อย่างแม่นยำในโลกที่คนดังพยายามเปล่งเสียงเธอกลับดังที่สุดในความเงียบเพราะบทบาทใหม่ของเธอไม่ได้พูดด้วยคำแต่พูดด้วยการปรากฏตัวข้างคนสำคัญในขณะที่หลายคนมองบทบาทของเจ้าคุณพระศินีหน้าผ่านเลนการเมืองหรือราชพิธีแต่ยังมีอีกมุมมองที่ลึกและละเอียดกว่านั่นคือมุมมองเชิงโหราศาสตร์และจิตวิทยาสาธารณะซึ่งอาจช่วยคลี่คล้ายปริศนาบางประการที่ยัง ไร้คำตอบหากพิจารณาผ่านผังดาวในช่วงปีที่เธอหายไปและกลับมาโหราจารย์หลายคนพบจุดเปลี่ยนแปลงของดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดีที่สัมพันธ์กับดวงเมืองและดวงบุคคลซึ่งตีความได้ว่าเป็นการกลับมาของพลังหญิงที่ถูกจำกัดไว้ก่อนหน้านี้และกำลังได้รับการฟื้นฟูอย่างช้าๆแต่มั่นคงดาวศุกร์ในตำแหน่งครองราชสำนักหมายถึงหญิงงามผู้มากบารมีการโคจรกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิมพร้อมกับดาวพฤหัสบดีที่ให้พลังแห่งปัญญาและการให้อภัยจึงอาจตีความได้ว่าไม่ใช่แค่การ กลับมาทางร่างกายแต่เป็นการกลับมาทางพลังงานและอำนาจในแบบที่คนทั่วไปไม่เห็นในทางจิตวิทยาสังคมบทบาทของเจ้าคุณพระอาจสะท้อนอาคีorkแบบหญิงผู้ลุกขึ้นใหม่หลังการล่มสลายคล้ายกับฟีนิกซ์ที่ฟื้นจากเท่าถ่านเธอไม่ได้ถูกจำกัดไว้เพียงภาพของนางในหากแต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความยืดหยุ่นทางอารมณ์พลังแห่งการยอมรับและให้อภัยบทบาทรองที่สำคัญกว่าใครจะคิดประชาชนบางส่วนเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อเธอจากอดีตราชินีที่ล้มเหลวกลายเป็นหญิงที่มีคุณูปการใน เงามืดเด็กสาวรุ่นใหม่มองเธอด้วยสายตาแห่งแรงบันดาลใจผู้หญิงวัยกลางคนมองเธอด้วยความเข้าใจและผู้สูงวัยบางคนมองเธอด้วยความเห็นใจความนิยมที่ไม่เกิดจากสื่อแต่เกิดจากความเงียบงันและหากสมเด็จเจ้าฟ้าทีปังกรทรงเลือกใช้คำพิเศษเพื่อเรียกเธอนั่นไม่เพียงสะท้อนความใกล้ชิดหากคือการส่งสารชนว่าผู้หญิงคนนี้ยังอยู่และยังมีความหมายในจักรวาลที่กว้างใหญ่ดาวบางดวงไม่ต้องเปล่งแสงด้วยตนเองแต่เพียงสะท้อนแสงจากศูนย์กลางและบางครั้งแสง สะท้อนนั้นก็เป็นสิ่งเดียวที่ผู้คนมองเห็นในทุกเรื่องราวที่เกี่ยวกับเจ้าคุณพระศินีนาฏมีอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ไม่สามารถละเลได้นั่นคือสมเด็จเจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติพระราชโอรสผู้เติบโตภายใต้แสงแดดของความคาดหวังและเงามืดของความเงียบงันพระองค์ไม่ใช่เพียงทายาทแห่งราชวงศ์หากยังเป็นผู้อยู่ในใจของประชาชนและยิ่งนานวันการปรากฏตัวของพระองค์ก็ยิ่งบ่งบอกว่านี่คือบุคคลที่ถูกวางบทบาทให้เปลี่ยนผ่านราชวงศ์แต่คำถามคือพระองค์จะเปลี่ยนผ่าน เพียงอย่างเดียวหรือจะเป็นผู้นำยุคใหม่เมื่อมีรายงานว่าเจ้าฟ้าทรงใช้คำที่ไม่เป็นทางการเรียกเจ้าคุณพระศินีนาฏตะนั่นอาจเป็นการแสดงออกทางอ้อมถึงทัศนคติที่พระองค์มีต่ออดีตความเป็นมนุษย์และความรักในราชวงศ์ที่คำพูดต้องระมัดระวังระดับสูงคำเรียกเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กแต่มันคือกระจกสะท้อนความคิดของเจ้าชายผู้กำลังจะเป็นผู้นำอาจเป็นไปได้ว่าสำหรับพระองค์เธอไม่ได้เป็นเพียงบุคคลในอดีตของพระราชบิดาแต่เป็นบุคคลที่มีคุณค่าของตนเองบุคคลที่ สมควรได้รับความเคารพและการฟื้นฟูภาพลักษณ์เพราะในทัศนะของเจ้าฟ้าแห่งยุคใหม่คุณค่าของคนไม่ได้ถูกกำหนดด้วยตำแหน่งแต่ด้วยจิตใจหลายคนอาจลืมไปว่าสมเด็จเจ้าฟ้าทีปังกรทรงเติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยพระองค์ไม่ได้เติบโตในวังที่เงียบสงบหากแต่ในวังที่เต็มไปด้วยคำถามและความคาดหวังและบางทีพระองค์กำลังเลือกใช้วิธีของพระองค์เองวิธีที่ไม่ได้ใช้พระราชองการแต่ใช้คำเรียกธรรมดาเพื่อสื่อสารถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนแต่จริงใจอนาคตไม่ได้ เกิดจากคนที่พูดเสียงดังที่สุดแต่อยู่ในมือของคนที่กล้าใช้คำธรรมดาที่สุดในเวลาที่เหมาะสมและเจ้าฟ้าทีปังกรอาจเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นในสังคมที่เร่งเร้าและแสวงหาความชัดเจนตลอดเวลาความเงียบมักถูกมองว่าเป็นช่องว่างหรือแม้แต่เป็นการหลีกเลี่ยงความจริงแต่ในบริบทของราชสำนักไทยความเงียบไม่ใช่การหลีกเลี่ยงหากคือภาษารูปแบบหนึ่งภาษาที่ส่งเสียงได้ไกลยิ่งกว่าคำประกาศกรณีของเจ้าคุณพระศินีหน้าตาและคำเรียกจากเจ้าฟ้าทีปังกรคือหนึ่งใน สัญลักษณ์ของความเงียบเช่นนั้นไม่มีแถลงการณ์ไม่มีข่าวใหญ่มีเพียงกระซิบกระแสกระทูและการตีความและจากสิ่งเล็กน้อยเช่นนั้นเสียงของความจริงอีกด้านก็ดังขึ้นเหตุใดไม่มีใครในราชสำนักออกมาพูดถึงสถานะที่แท้จริงของเธอเหตุใดการกลับมาของเธอจึงเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ไม่เคยอธิบายและที่สำคัญที่สุดคำหนึ่งคำจากเจ้าฟ้าทีปังกรมีความหมายเพียงใดในสายตาของผู้คนบางคนบอกว่าทุกอย่างเป็นเพียงการคาดเดาแต่หากความคาดเดานั้นสะท้อนความหวังของ ประชาชนหากการใช้คำพิเศษเพียงคำเดียวสามารถสร้างการเปลี่ยนมุมมองต่อผู้หญิงคนหนึ่งได้ขนาดนี้นั่นไม่ใช่เพียงพลังของคำแต่คือพลังของความหมายที่เงียบแต่ชัดเจนราชวงศ์ไทยเคยผ่านการเปลี่ยนผ่านหลายยุคหลายสมัยแต่ไม่เคยมียุคใดที่ประชาชนจับตามองคำพูดเล็กน้อยได้มากเท่านี้คำที่ไม่ได้ถูกจารึกในราชกิจจานุเบกษาแต่ถูกจารึกในใจของผู้คนผ่านความรักความผูกพันและการให้อภัยอาจไม่มีใครกล้าตอบอย่างชัดเจนแต่ความเงียบที่ห้อมล้อมเท่อ กับคำเพียงคำเดียวที่มาจากพระโอของเจ้าฟ้าทีปังกรอาจเพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนความเข้าใจของเราทั้งหมดไปตลอดกาลคำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอาจไม่ต้องเปล่งออกมาเลยแต่อยู่ในวิธีที่เราเลือกใช้เพื่อเรียกใครสักคนและวีดีโอนี้จะขอจบด้วยคำถามเปิดหากคุณเป็นเจ้าฟ้าทีปังกรคุณจะเรียกเธอว่าอะไรจัดทำโดยทีมงานแวงหรือแองชเรื่องราวราชวงศ์ในมุมที่คุณไม่เคยเห็น

คำเดียวจากเจ้าฟ้าทีปังกร เปลี่ยนภาพลักษณ์เจ้าคุณพระสินีนาฏ? Read More

ก้อยตกหลุมพรางของพระนางสุทิดาเมื่อทูลขอนั่งข้างพระองค์จำต้องจากไปอย่างขมขื่น

นายมาเชนนักเคลื่อนไหวที่ติดตามราชวงศ์ไทยมาหลายปีอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับพระราชวังไทยหลายแห่งเราถึงสาเหตุที่ทำให้ท่านเจ้าคุณพระสินีนาถเมื่อเร็วๆนี้นางสีรีน่าโต้เถียงกันอย่างรุนแรงว่าพระนางหรือพระราชินีสุทิดาควรประทับข้างพระวชิราลงกรณ์ในขบวนเสด็จหรือไม่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังกล่าวว่านี่คือเหตุผลที่พิธีถูกเลื่อนออกไปใครๆก็รู้ว่าเหตุที่สภาพแม่น้ำไม่เหมาะแก่การจัดพิธีนั้นไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริงซ้อมใหญ่วันนี้ผ่านไปด้วยดีเหตุที่เลื่อน พิธีคือความขัดแย้งระหว่างสินีน่าจะกับสุธิดาสิ่งนี้น่าจะถือโอกาสแสดงความรักในหลวงรัชกาลที่10ขอนั่งข้างในหลวงในพระราชพิธีอ้างแหล่งข่าวอื่นอดีตนักข่าวรายเดือนกล่าวว่านี่คือกับดักเพื่อดึงท่านเจ้าคุณพระสินีนาทจะออกจากระวังประกอบด้วยคนที่ไม่ชอบเธอแท้จากกลุ่มในวังที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินพระทัยของกษัตริย์วชิราลงกรณ์ในการสวมมงกุฎให้เธออย่างไม่เป็นทางการท่านเจ้าคุณพระสินีนาถเป็นที่รู้กันว่าไม่เป็นที่นิยมในหมู่องคมนตรี นางสุทธิดาเป็นที่รักยิ่งนักแหล่งข่าวในราชวงศ์บอกกับนายมาแทนว่าก่อนหน้านี้ศิริน่าจะเคยได้รับแจ้งว่าเธอมีโอกาสนั่งข้างกษัตริย์ในพิธีและรู้สึกตื่นเต้นมากคอยสั่งชุดที่สวยมากและพิเศษสำหรับโอกาสนี้แต่ความจริงก็คือสิ่งนี้น่าจะไม่เคยมีโอกาสได้นั่งข้างกษัตริย์วชิราลงกรณ์เลยแน่นอนว่าราชินีสุทิดาจะนั่งข้างพระราชาเป็นเพียงกับดักที่ฝ่ายในวังซึ่งไม่ชอบนางก้อยวางอุบายทำลายนางในขณะที่ก้อยไร้เดียงสาเกินไปในการเผชิญหน้ากับศัตรู อดีตนักข่าวรอยเตอร์กล่าวว่าเจ้าคุณพระหน้าต่างคิดว่าตนสามารถควบคุมสมเด็จพระวชิราลงกรณ์ได้บรรดาสตรีที่ใกล้ชิดกับกษัตริย์ล้วนทำผิดพลาดเช่นเดียวกันและชีวิตของคนเหล่านี้ทั้งหมดก็พังพินาศนายมาแชนเป็นนักข่าวของรอยเตอร์ในเดือนพฤศจิกายนพุทธศักราช2554เขาลาออกจากงานที่สำนักข่าวแห่งนี้เนื่องจากบทความพิเศษเกี่ยวกับราชวงศ์ไทยชุดหนึ่งของเขาถูกปฏิเสธไม่ให้เผยแพร่ในปี2564หนังสือจึงทำincrisisเกี่ยวกับราชวงศ์ไทยของเขาถูกยกเลิกในประเทศ คลิปวีดีโอแสดงให้เห็นว่าท่านเจ้าคุณพระสินีนาทจะมีกิริยามารยาทที่งดงามอ่อนช้อยแต่ไม่อ่อนแอท่านมีความสง่างามในทุกงานขอเป็นกำลังใจส่งต่อความรักและรอให้คุณกลับมาทำหน้าที่ได้เหมือนเดิมขอบคุณที่รับชมช่องไทยวันนี้อย่างเป็นทางการ

ก้อยตกหลุมพรางของพระนางสุทิดาเมื่อทูลขอนั่งข้างพระองค์จำต้องจากไปอย่างขมขื่น Read More

ขอชีวิตคืนหลังไร้อิสระ !! ชีวิตวัย 61 ‘พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์’ อดีตดาราดัง !!!

ขอ ชีวิต คืน หลัง ไร้ อิสระ ชีวิต วัย 61 พร้อม พงศ์ นพ ฤทธิ์ ห่าง หาย ไป หลาย ปี ค่ะ สำหรับ คุณ ตาม พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต ดารา และ โฆษก พรรค ชื่อ ดัง ของ ไทย หลัง …

ขอชีวิตคืนหลังไร้อิสระ !! ชีวิตวัย 61 ‘พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์’ อดีตดาราดัง !!! Read More

ราชาองค์ใหม่ถูกเลือกอย่างลับๆ! อนาคตเจ้าชายทีปังกรตกอยู่ในอันตราย! จริงป้ะ

ชีวิตรักของรัชกาลที่10ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากพระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงหลายพระองค์ซึ่งมีชื่อเสียงมากที่สุดคือสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาในเวลาเพียง5ปีนับตั้งแต่การราชาภิเษกของเขาเขาได้กลายเป็นราชาแห่งอินเทอร์เน็ตที่มีชื่อเสียงระดับโลกและทุกการกระทำของเขาได้ดึงดูดความสนใจของประชาคมระหว่างประเทศไม่มีใครคิดว่าในหลวงรัชกาลที่10ซึ่งมีบุตรมากมายขนาดนี้จะต้องกังวลเรื่องทายาทสักวันหนึ่งเนื่องจากเขาเป็นคนอ่อนโยน ตั้งแต่อายุยังน้อยความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกราชวงศ์จึงซับซ้อนแม้กระทั่งการวางรากฐานสำหรับสงครามระหว่างมกุฎราชกุมารครั้งนี้พระองค์เจ้าอ้นวัชรเรศรวิวัชรวงศ์กลับมาอย่างโดดเด่นและพักอยู่ที่กรุงเทพประมาณ1สัปดาดึงดูดแฟนๆจำนวนมากองค์ที่2ทรงบำเพ็ญกุศลถวายสักการะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชด้วยบุคลิกที่สง่างามและสง่างามทำให้หัวใจของคันอุ่นเป็นที่รู้จักของทุกคนอย่างแท้จริงอย่างไรก็ตามเมื่อเจ้าชายคนที่2เดินทางกลับอเมริกาทุกอย่างดูเหมือนจะจบ ลงแล้วผู้เชี่ยวชาญราชวง์แอนดรูเปิดเผยว่ากษัตริย์มหาไม่พอใจกับพฤติกรรมชั้นสของเจ้าชายองคที่2และถึงกับตั้งใจที่จะสั่งห้ามไม่ให้เขาเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเหตุผลที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคิดเช่นนั้นจริงๆแล้วเกี่ยวข้องกับบุคลิกของพระองค์เองและสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนของราชวงศ์ไทยบรรณาธิการจะหารือในแนวทางต่อไปนี้ประการแรกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเ้าเจ้าอยู่หัวรัชกาที่10ไม่ได้ใกล้ชิดกับพระราชโอรสในต่างเทั้ง4พองคทั้งสแยก ท้างกันมานาน27ปีและแทบไม่มีการติดต่อกันเป็นการส่วนตัวเลยดังนั้นความสัมคันของทั้งคู่จึงแปลกมากโดยธรรมชาติแม้ว่าท่านอ้นจะกลับคืนสู่ราชวง์และมีนัดดินเนส่วนตัวกับในหลวงรัชกาลที่10แต่อย่าดีที่สุดก็เป็นเพียงเรือตัดน้ำแข็งและอนาคตยังอีกยาวไกลพวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กลูกชายทั้ง4คนในต่างประเทก็ระวังพ่อกเขเช่นกันผลประโยชน์พื้นฐานของทั้ง2ฝ่ายมีความแตกต่างกันโดยพื้น[เพลง]ฐานอานแม้ว่าพวกเขาจะเกี่ยวข้องกันทางสาย เลือดพวกมันก็ยังดูไร้หนทางซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจตจำนงของมนุษย์ประการที่2รัชกาลที่10ทรงมีพระบุกลิกิอ่อนไหวน่าสงสัยและเอาแน่เอานอนไม่ได้ทุกคนสามารถเห็นสิ่งนี้ได้ชัดเจนในความเป็นจริงในหลวงรัชกาลที่10ไม่สามารถไว้วางใจเพื่อนบ้านหรือทายาทได้100%และพระองค์ทรงมีข้อสงวนในความสัมพันธ์รายวันด้วยในดวงใจของพระราม10ิสิ่งที่สำคัญที่สุดคือราชบัลลังก์ความรักและความเสน่หาในครอบครัวเป็นเพียงความเปราะบางเพื่อปกป้องมรดกของเขาเขาได้ไล่ ลูกชายทั้ง4ของเขาออกจากราชวงศ์อย่างโหดร้ายและเพิกเฉยต่อพวกเขาเป็นเวลาหลายปีในที่สุดไทยก็ทรงรักและช่วยเหลือพระองค์มากยิ่งขึ้นแม้ว่าพระองคจะเป็นกษัตริย์ของประเทศแต่กษัตริย์ของไทยก็ต้องให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของราชวงศ์มาเป็นอันดับแรกแต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อารมณ์ส่วนตัวจะประปนเมื่อต้องจัดการกับปัหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสถาปนามมกุฎราชกุมารกษัตริย์มหาชอบที่จะมีส่วนร่วมและไม่ต้องการให้โอกาสมากเกินไปแก่ลูก ทั้ง4ของเขาในต่างประเทศแม้ว่าการทดสอบของเจ้าชายองค์ที่2จะประสบความสำเร็จแต่ในหลวงรัชกาลที่10ก็ยังติดอยู่ในร่องและไม่ต้องการเปลี่ยนการตัดสินใจเมื่อเห็นอัตราการสนับสนุนของเจ้าชายองค์ที่2เพิ่มขึ้นรัชกาลที่10จึงทรงสั่งห้ามไม่ทรงเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในที่สุดกล่าวอีกในหนึ่งแม้ว่าเจ้าชายคนที่2จะกลับมาในอนาคตเขาก็ไม่สามารถมีส่วนร่วมในการบริหารหลักได้และสามารถมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะที่ไม่สำคัญบางอย่างเท่านั้นในใจกลางของรัชกาล ที่10มีทีปังกรรัศมีโชติเป็นกษัตริย์ในอนาคตและองค์ชายรองก็เป็นเพียงผู้ช่วยเท่านั้นเมื่อพระศรีรัตน์ิประธานทีปังกรรัชกาลที่10ก็มีพระชนมาอยู่53พรรษาเขามีความสุขมากที่มีลูกชายในวัยชรานอกจากนี้ยังเห็นได้จากรายละเอียดมากมายที่ในหลวงรัชกาลที่10ชอบช่วยเหลือผู้อื่นและทรงยอมสละพระราชโอรสทั้ง4พระองค์ไปต่างประเทศเพื่อปกป้องลูกคนเล็กของพระองค์โชคไม่ดีที่ทีปังกรมีความบกพร่องทางการเรียนรู้และเกิดมาพร้อมโชคไม่ดีสภาพ ร่างกายของเขา[เพลง]จึงย่ำแย่โดยเฉพาะเมื่อไปรับราชการทีปังกรมักจะล้มเหลวแต่รัชกาลที่10ไม่ยอมยอมแท้ท่านอ้นได้รับการสนับสนุนจากคนไทยอย่างเต็มใจรัชกาลที่10ไม่เพียงแต่ไม่มีความสุขเท่านั้นแต่ยังรู้สึกอิจฉาริษยาอย่างรุนแรงอีกด้วยดังนั้นเขาจึงแสดงทัศนคติโดยตรงโดยจำกัดการพัฒนาในอนาคตขององค์ชายรองพระประสงค์ของรัชกาลที่10ชัดเจนมากทีังกรเป็นพระเอกคนเดียวชะตากรรมของศราชโอรสต่างแดนจะเป็นยงอะไหล่ตลอดไปเมื่อเร็วนี้เร็วนี้ราชวงศ์ไทยได้รับ ความสนใจอีกครั้งคราวนี้ตัวละครหลักคือท่านอ้นเขากลับมาบ้านเกิดเกิดเมื่อวันที่4ธันวาคมและโพสต์บนชลเวิรว่ามองไปรอบๆฉันเห็นท้องฟ้าสีฟ้าและสยามแต่ในความเป็นจริงทันทีที่เขากลับมาและสิ่งที่เขาทำก็มีความหมายมากถึงแม้ท่านอ้นจะยืนยันว่าเป็นซิปส่วนตัวแต่ก็ชัดเจนว่าได้รับการชี้แนะและการสนับสนุนจากคนจำนวนหนึ่งสิ่งที่น่าสังเกตคือแม้พระองค์ท่านอนจะเสด็จออกจากประเทศไทยมาก่อนแล้วแต่พระองคยังคงทรงมีส่วนร่วมในชีวิตทางการ เมืองอย่างแข็งขันในช่วงที่เสด็จไปต่างประเทศแม้จะทรงสำเร็จการศึกษาสาขารัฐศาสตร์ปริญญาโทสาขานิติศาสตร์และปริญญาเอกทนายความของสหรัฐอเมริกาเขายังเป็นทนายความที่มีชื่อเสียงมากในอเมริกาอีกด้วยในช่วงหลายปีที่เขาอยู่ต่างประเทศเขาพี่ชายและแม่ของเขาเผชิญกับความยากลำบากและความท้าทายมากมายแต่ทุกคนก็ยืนหยันไม่หยุดยั้งครั้งนี้การกลับมาอย่างแข็งแกร่งองคยตย้ำการสึกสืบราชบัลลังของราชวง์ไทยอีกด้วยเมื่อไม่มีรัชทายาทที่ชัดเจนการ กลับมาขององค์ชายรองจะมีผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของราชวงศ์อย่างแน่นอนแม้ว่าประเด็นเรื่องการสืบราชบัลลังกไทยจะได้รับความสนใจเป็นอย่างมากแต่กษัตริย์ไทยองค์ปัจจุบันก็เป็นโอสของพระรามกฎหมายรัชทายาทของประเทศไทยกำหนดให้ทายาต้องเป็นผู้ชายและสืบเชื้อสายมาจากรัชกาที่1ผู้ทรงสถาปนาราชบัลลังก์อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญไทยไม่ได้กำหนดว่ารัชทายาทจะต้องเป็นพระราชโอรสของกษัตริย์ซึ่งหมายความว่าสมาชิกราชวงศ์คนอื่นคอืจะกลายเป็นผู้สมัครรับราชทายาท ได้ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้การเสด็จกลับมาของเจ้าชายองค์ที่2จะมีผลกระทบอย่างมากต่อการสืบราดบัลลังก์ไทยอย่างแน่นอนนักวิเคราะห์บางคนกล่าวว่าหากท่านอรได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกราชวงศ์คนอื่นคนอืเขาก็สามารถเป็นรัชทายาทของไทยได้แต่ทั้งหมดเป็นเพียงการเก็งกำไรเท่านั้นหากอยากรู้ผลสุดท้ายก็ยังต้องรอเวลาตรวจสอบการกลับมาของท่านอ้นไม่เพียงแต่จุดประกายให้เกิดการถกเถียงอย่างดุเดือดจากโลกภายนอกเท่านั้นแต่ยังทำให้เกิดเสียงสะท้อนใน ประเทศไทยอีกด้วยแม้จะจากเมืองไทยไปหลายปีแล้วท่านอ้นยังคงเป็นผู้ลงชิงราชบัลลังก์ในใจคนไทยอย่างแน่นอนเขามีส่วนร่วมอย่างแข่งขันในชีวิตทางการเมืองในต่างประเทศและมีประสบการณ์ทางการเมืองและกฎหมายมากมายซึ่งทำให้คนไทยมีความคาดหวังสูงสำหรับอนาคตของเขาบางคนคิดว่านี่คือท่านอ้นปู่ทางรับมรดกในอนาคตบางคนคิดว่านี่คือราชวงศ์ไทยที่ยอมให้องค์ชายรองกลับประเทศไทยเพื่อร่วมสร้างจุดยืนที่มั่นคงไม่ว่าอย่างไรก็ตามการกลับกลับมาของท่านอนจะต้องส่งผล กระทบอย่างลึกซึ้งต่อราชวงศ์ไทยและการเมืองไทยอย่างแน่นอนและจะมีผลกระทบสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทยด้วยนอกจากนี้ประเด็นมรดกราชวงศ์ไทยไม่เพียงเกี่ยวข้องกับประเด็นรัชทายาทเท่านั้นแต่ยังรวมถึงการพัฒนาราชวงศ์ไทยในอนาคตด้วยในประเทศไทยราชวงศ์มีอิทธิพลอย่างมากแม้ว่าประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศประชาธิปไตยแล้วแต่พระราชวงศ์ยังคงเป็นกระดูกสันหลังของสังคมไทยดังนั้นการพัฒนาในอนาคตของราชวงศ์ไทยจึงไม่สามารถแยกออกจากการพัฒนาในอนาคตของ สังคงไทยทั้งหมดได้หากราชวงศ์ไทยไม่แก้ไขปัญหามรดกอย่างน่าพอใจก็อาจนำไปสู่ความวุ่นวายและความไม่มั่นคงในสังคมไทยซึ่งส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างมากดังนั้นราชวงศ์ไทยจึงจำเป็นต้องพิจารณาประเด็นเรื่องมรดกอย่างจริงจังและพัฒนาแผนการสืบทอดตำแหน่งที่สมเหตุสมผลเพื่อสร้างราบฐานที่มั่นงสำหรับการพัฒนาในอนาคตของประเทศไทยโดยรวมแล้วการกลับมาของท่านอนวัชรเรศรวิวัชรวงศ์ทำให้ประเด็นการสืบราชสันตติวงศ์ไทยมีความซับซ้อนและน่าสนใจมาก ขึ้นทั้งยังทำให้โลกภายนอกหันมาสนใจความเคลื่อนไหวของราชวงศ์ไทยมาก[เพลง]ขึ้นแต่ไม่ว่าจะอย่างไรอนาคตของราชวยังบลด้วยความพยามรมกันของปวงชชาวไทยและสมาชิกราชวง์ราชวง์ไทยจำเป็นต้องพิจารณาประเด็นเรื่องมรดกอย่างจริงจังมีความรับผิดชอบต่อสังคมเชิงรุมากขึ้นในกระบวนการพัฒนาในอนาคตและมีส่วนร่วมมากขึ้นเพื่อความเจริญรุ่งเรืองเสถียรภาพและการพัฒนาที่กลมกลืนของประเทประเททอย

ราชาองค์ใหม่ถูกเลือกอย่างลับๆ! อนาคตเจ้าชายทีปังกรตกอยู่ในอันตราย! จริงป้ะ Read More

ล่าสุด! วันเกิดปีที่ 52 ของศรีรัศมิ สุวดี โชว์เรื่องน่าตกใจ

ท่านผู้หญิงศรีรัตน์นิสุวดีเป็นเจ้าหญิงโศกนาฏกรรมที่รู้จักกันในชื่อเจ้าหญิงไดอาน่าเวอร์ชั่นไทยซึ่งประสบการณ์ชีวิตของเขาน่าละอายตอนนี้ศรีรัตน์มีกำลังฉลองวันเกิดปีที่52ของเธออย่างเงียบๆมีความลับมากมายเกี่ยวกับราชวง์ไทยรัชกาลที่10เลือกที่จะปิดข่าวเพียงเพื่อปกป้องเกียรติของเขาเมื่อไม่นานมานี้องค์หญิงองผาทรงฉลองวันเกิดครบรอบ45ปีด้วยเครื่องกระตุ้นหัวใจและคำอธิษฐานออนไลน์จากสาธารณชนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ พระมเหสีเสด็จไปพักผ่อนที่ภูเก็ตจริงๆทุกๆปีเมื่อศรีรัตนเฉลิมฉลองวันเกิดของเธอแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะเต็มหน้าจอซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คนรักเจ้าหญิงองคนี้มากเพียงใดในราชสมัยของพระองค์รันี้ได้ไปร่วมงานการกุศลหลายครั้งและได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากประชาชนความมีน้ำใจของพระองค์ยังคงไม่มีใครลืมจนถึงทุกวันนี้ตามที่ผู้เชี่ยวชาญด้านราชวง์แอนดรูกล่าวไว้ก่อนหน้านี้รัชกาลที่10ตั้งใจจะปล่อยรัติและฟื้นฟูตำแหน่งของพระองค์ตอน นี้ดูเหมือนการเปิดเผยจะไม่เป็นความจริงแต่เมื่อศรีรัศมีเจออุปสรรคมากมายการอยู่ในพระตำหนักคงปลอดภัยกว่าเจ้าหญิงศรีรัตน์ทรงเป็นหญิงผู้ทุกข์ยากครอบครัวของพระองค์ยากจนมากเมื่อยังเยาไวทรงถูกบังคับให้เป็นนักเต้นหลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม้ว่าในเวลาต่อมาเธอจะเปลี่ยนอัตลักษณ์และกลายเป็นเจ้าหญิงที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นการส่วนตัวชะตากรรมของเธอคงยากที่จะเปลี่ยนแปลงปัจจุบันเจ้าฟ้าทีปังกรมีพระชนมายุ18 พรรษาในทางตัแต่แล้วพระองค์กวรได้ครองราชเป็นมกุฎราชกุมารแต่รัชกาลที่10ิได้ท่งประกาศข่าวดีมาเป็นเวลานานแล้วราชวงศ์ไทยมีค่ำคืนอันยาวนานและความฝันมากมายสรัฐจะปลอดภัยไปจนบั้นปลายชีวิตหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความคิดของรัชการที่10มีการจัดงานเลี้ยงส่วนตัวเล็กตัวเล็กที่พระตำหนักและไม่มีสมาชิกราชวงศ์เข้าร่วมกรมหลวงทีบังกรกำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศเยอรมนีเขาเผยแพร่โปรเตอรส่วนตัวและวอบางส่วนของพ่อแม่และลูกในวัยเด็กเท่านั้นและงานเลี้ยง วันเกิดก็จบลงอย่างรวดเร็วเช่นกันรัตนมีผ่านพายุมานับไม่ถ้วนตอนนี้เขาจากไปแล้วไม่สำคัญว่าจะได้รับความกรุณาอีกหรือไม่สิ่งสำคัญคือการได้กลับมาพบกับีังกรอีกครั้งเจ้าชายน้อยมีความทยทะยานและปฏิบัติหน้าที่สาธารณะได้ดีแต่ผู้คนยังต้องชื่นชมเขาอีกด้วยคนเดียวที่เขาพึ่งพาได้คือทีปังกรลูกชายของเขาและศรีรัตน์ิก็แทบจะหาคนแบบนี้ไม่เจอแล้วตอนนี้เมื่อเจ้าทีังกรขึ้นครองราชยสำเร็จเท่านั้นจึงจะสามารถปกป้องศรีรัตน์มีผู้เป็นสะใภ้ได้ไม่เช่นนั้นคน ก็จะแย่งดาบของเขาและดาบของคนอื่นทั้งเนื้อและเลือดเมื่อศรีรัตน์มีจากราชวงศ์ทีปังกรเป็นเพียงเด็กวัย9ขวบโง่เขลาไร้เดียงสาและหน้ารักอย่างไรก็ตามเขาสูญเสียแม่ที่รักเขามากที่สุดไปแม่และลูกชายถูกแยกจากกันเป็นเวลานานทำให้บุคลิกของเจ้าชายน้อยปิดสนิทมากขึ้นผู้อ่านหลายคนยังคิดว่าีปังกรเป็นเด็กดีและกตัญญูและจะช่วยเหลือศรีรัตน์อย่างแน่นอนเมื่อทำได้แม้ว่าเจ้าชายน้อยจะอยู่ที่เยอรมนีแต่หัวใจของเขายังคงหันไปหาแม่และนางสนมของเขา แม่ลูกเที่ยวไป2ทางคิดถึงกันแต่บัดนี้พระองค์เจ้าทีปังกรทรงทราบแล้วว่าพระองค์ยังขาดความสามารถจึงทำได้แค่ทำงานเงียบๆรอโอกาสที่เหมาะสมลงมือราชวงศ์ไทยประสบปัญหาทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ตลอดเวลารัชกาลที่10ก็ทรงพระพิโรธมากเช่นกันวิธีเดียวที่จะทำลายสถานการณ์ได้คือแต่งตั้งรัชทายาทในไม่ช้าสรัฐนี้ดูเหมือนจะหลุดจากแท่นบูชาแล้วแต่อัตราการสนับสนุนในหมู่ประชาชนยังสูงมากรัชกาลที่10ยังคงครองตำแหน่งท่านผู้หญิงในอนาคตยังมีโอกาสที่พระองค์จะกลับมา ต่อหน้าสุธิดามีแต่ความฉูดฉาดและไม่รับประกันอนาคตของเธอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยทรงยอมรับพระราชโอรสชาวสวิทที่อายุน้อยที่สุดแม้ว่าเจ้าชายทีบังกรจะมีสถานะสูงส่งแต่วัยเด็กของเขากลับถูกกบคลุมไปด้วยความมืดมนมากมายเพราะเขามีพ่อที่ไม่น่าเชื่อถือเจ้าชายทีปังกรสูงเสียการดูแลมารดาเมื่ออายุเพียง9ขวบทรงเติบโตได้เพียงลำพังและเข้าร่วมในสงครามในวังโดยไม่มีเหตุผลศรีรัศมีชลองวันเกิดครบรอบ52ปีของเธอซึ่งเป็น เรื่องน่าเศร้าจริงๆครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นนางสนมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในราชวงศ์แต่บัดนี้กลับกลายเป็นผงทุลีกระทั่งตกอยู่ในภาวะเสื่อมถอยทางเพศและความรักนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พระองค์เจ้าทีปังกรทรงปรากฏบนโปรดเตอะแม่ลูกเกือบทุกครั้งที่เกี่ยวข้องกับศรีรัตน์ทำให้ผู้คนชื่นชมหลังจากที่แม่ของเขาถูกปดเมื่อ9ปีที่แล้วเจ้าชายทีบังกรก็เติบโตจากเด็กน่ารักๆรักจนกลายเป็นวัยรุ่นหล่อเจ้าหญิงศรีรัตนนี้มีพื้นเพต่ำต้อยอาศัยพระพักตร์ อันงดงามเพื่อก้าวไปสู่จุดสูงสุดและแทบไม่มีภูมิหลังในราชวงศ์เลยเมื่อรวมกับสุธิดาคู่แข่งที่ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าวความล้มเหลวก็เป็นที่เข้าใจได้และลูกชายคนเล็กก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงชอบบริจาคเสมอดังนั้นพระองค์จึงทรงรักบ้านนี้และพระราชทานยศเป็นมกุฎราชกุมารศรีรัตน์แม้ว่าในเวลาต่อมาศรีรัตนี้จะได้รับความนิยมและถูกบังคับให้บวชเพื่อขอพรเพื่อประเทศชาติแต่อตกษัตริย์ของไทยยังคงรงตำแหน่ง ท่านผู้หญิงอยู่ในช่วงเวลานี้สุธิดามีสถานะที่สูงมากทำหน้าที่ราชการเกือบทั้งหมดและทำให้ศรีรัศมีไม่มีโอกาสได้รับความโปรดปรานจากเธออีกด้วยการสนับสนุนทางทหารของเธอความฉลาดและไอคิวของเธอทำให้สุธิดาเป็นผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งราชินี1ในล้านอย่างแท้จริงสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่านั้นคือสุธิดาเก่งในการชนะใจผู้คนและได้สร้างตัวเองให้เป็นราชินีผู้มีอำนาจทุกอย่างอันเป็นที่รักของคนไทยทุกคนแม้แต่พระบรมวงศานุวงศ์ก็ยังจำสุธิดาได้และรู้สึกว่าตนเป็นเมีย น้อยของฮาเรมจึงมอบอำนาจบางส่วนอย่างเหมาะสมสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือเจ้าชายน้อยไม่เพียงแต่ไม่ได้รับความรักจากแม่เท่านั้นแต่ยังต้องแข่งขันกับลูกชายชาวสวิอีกด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกราชวงศ์ไทยมีความซับซ้อนมากพระองค์เดียวที่พระองค์เจ้าทีปังกรจะทรงไว้เนื้อเชื่อใจได้คือพระศรีรสมีที่ถูกสั่งห้ามดังนั้นพระองค์จะทรงอวยพรพระมารดาทุกวันเกิดอย่างแน่นอนบัดนี้เจ้าหญิงศรีรัศมีเข้าสู่วัยชาราของคุณยายแล้วรูปร่างหน้าตาและรูปร่าง ของพระองคไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้รับความโปรดกรานจากคุณยายอีกครั้งดังนั้นควรมองตามความเป็นจริงและอย่าหวังในรัชกาลที่10พระองค์เจ้าทีบังกรเป็นเพียงฟางเส้นเดียวที่ช่วยชีวิตศรีรัตได้กรงพทีปังกรยังเป็นนักเรียนมัธยมปลายไม่ว่าเขาจะพยายามและก้าวหน้าเพียงใดเขาก็จะไม่มีวันสามารถปุงพลังอันยิ่งใหญ่ได้ดังนั้นสิ่งเดียวที่รัติต้องทำคือรอโอกาสที่จะนิ่งเงียบและรอวันที่ลูกชายของเขาจะสืบทอด บัลลังก์แม้ว่าตอนนี้สุธิดาจะเจริญรุ่งเรืองอย่างมากแต่ในหลวงรัชกาลที่10ก็ทรงวางอุปสรรคให้ลูกๆของพระองค์และไม่ยอมให้พระราชินีทรงทำอะไรตามพระประสงค์ศรีรัศมีดูเหมือนจะไม่มีความหวังที่จะได้รับความโปรดปรานกลับคืนมาแต่เป็นไปได้ที่ผู้เป็นแม่จะได้รับความโปรดปรานจากลูกๆของเธออีกครั้งบนชลเวิรของไทยภาพถ่ายสวยๆของสิมีจะแสดงบนหน้าจอโดยตรงรวมถึงภาพถ่ายทางการหลายภาพที่ถูกลบไปก่อนหน้านี้เจหญิงสิมีใจดีจนคนไทยยังจดจำบางทีเธออาจ เป็นราชินีที่ไม่ได้สวมงกุฎที่แท้จริงน่าเสียดายที่โชคชะตาเล่นกนกับผู้คนเมื่อตอนที่เธอยังเด็กศรีรัตน์นี้เป็นกษัตริย์แต่ตอนนี้เธอไม่สามารถหลีกหนีชะตากรรมอันหน้าเศร้าของหญิงสาวงามได้ความเป็นผู้ใหญ่ของเจ้าชายทีปังกรเป็นการประกาศการมาถึงของยุคใหม่บางทีในอนาคตอันใกล้นี้พระองค์สามารถเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งก็ปกป้องพระมารดาของพระองค์และเปิดบทใหม่ให้กับราชวงศ์ได้วงล้อแห่งประวัติศาสตร์กำลังกลิ้งไปข้างหน้าเรื่อง ราวของราชวงศ์ไทยยังคงดำเนินต่อไปในวันครบรอบอันหน้าเศร้านี้ฉันหวังว่าเส้นทางชีวิตของเจ้าหญิงศรีรัตน์จะเปิดกว้างมากขึ้นเรื่อยๆและเรื่องราวของเธอสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นมีทัศนคติที่ไม่ย่อท้อต่อชีวิตและจิตใจเผชิญชะตากรรมอย่างกล้าหาญสำหรับราชวงศ์ไทยบางทีในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าพวกเขาจะสามารถมีความสามัคคีและสมดุลมากขึ้นมีความรักและอดทนมากขึ้น

ล่าสุด! วันเกิดปีที่ 52 ของศรีรัศมิ สุวดี โชว์เรื่องน่าตกใจ Read More

คำทำนายยุครัชกาลที่10อีกไม่นานเมืองจะเข้ายุคกรุศรีอยุธยา

ปี256กลายเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ผู้คนเริ่มหันกลับมามองโลกด้วยสายตาใหม่หลายสิ่งเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวนเหตุการณ์ธรรมชาติที่ดูเหมือนจะเตือนบางอย่างและทั้งหมดนี้กลับสอดคล้องกับคำพูดของหมอปายหญิงผู้เคยพูดถึงการตื่นของโลกมานานก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มขึ้นคำพูดที่ครั้งนึงเคยถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องเล่ากำลังกลายเป็นจริงทีละน้อยหมอป่ายไม่ได้เป็นหมอที่รักษาโรคแต่เธอคือผู้มองเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปไม่ มองเห็นผู้มีญาณที่สัมผัสได้ถึงพลังของธรรมชาติและจิตใจมนุษย์เธอเตือนว่าเรากำลังลืมฟังเสียงของโลกลืมฟังเสียงของตัวเองและนั่นคือเหตุผลที่ธรรมชาติต้องส่งสัญญาณกลับมาเพื่อปลุกให้มนุษย์รู้ว่าโลกไม่ได้เป็นของเราผู้เดียวแต่เป็นของทุกชีวิตที่อยู่ร่วมกันเธอกล่าวว่าสัญญาณแรกจะมาเมื่อเสียงฟ้าครึนดังขึ้นในต้นฤดูฝนนั่นคือน้ำกำลังจะกลับมาอีกครั้งและจะรุนแรงกว่าครั้งใดที่ผ่านมาโดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มภาคกลางอย่างอยุธยาราชบุรีและ สุพรรณบุรีที่อาจต้องเผชิญน้ำท่วมสูงจนบ้านเรือนและถนนกลายเป็นแม่น้ำธรรมชาติกำลังขอคืนสิ่งที่มนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยังทิศแต่ไม่เพียงแต่น้ำเท่านั้นที่หมอปายกล่าวถึงเธอยังเตือนถึงการสั่นสะเทือนของแผ่นดินที่จะมาพร้อมกับพลังที่มากพอจะทำให้อาคารบางแห่งเกิดรอยร้าวเหตุการณ์นี้อาจไม่รุนแรงพอจะทำลายทุกอย่างแต่เพียงพอจะทำให้มนุษย์ตระหนักว่าความมั่นคงที่เราคิดว่ามีอาจเป็นเพียงภาพลวงตาของโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หมอป่ายยังพูดถึงสิ่งที่อยู่ลึกลงไปใต้ทะเลว่ากำลังจะตื่นจากการหลับไหลอันยาวนานนักวิทยาศาสตร์เริ่มพบแรงสั่นสะเทือนที่ผิดปกติในทะเลอันดามันคล้ายกับการเคลื่อนไหวของภูเขาไฟใต้ทะเลที่กำลังจะฟื้นคืนชีวิตหากมันปะทุขึ้นจริงผลกระทบอาจขยายไปไกลเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณของมนุษย์คำเตือนทั้งหมดของหมอป่ายไม่ใช่เพื่อสร้างความกลัวแต่เพื่อให้มนุษย์ได้ตื่นจากความหลงลืม เธออยากให้เรากลับมาฟังเสียงของธรรมชาติเสียงของความสงบและเสียงของหัวใจที่แท้จริงก่อนที่ธรรมชาติจะใช้หนทางที่รุนแรงกว่านี้ในการเรียกร้องให้เราหยุดและมองดูโลกอีกครั้งด้วยสายตาแห่งความเมตตาเสียงคำว่าภูเขาไฟใต้ทะเลเพียงแค่ได้ยินก็ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นเพราะมันไม่ใช่เพียงเรื่องลึกลับในตำนานอีกต่อไปหมอปายเคยพูดถึงภัยจากดินน้ำลมไฟที่จะมาอย่างพร้อมเกรียงและวันนี้สัญญาณเหล่านั้นเริ่มปรากฏขึ้นจริงจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด เรือบรรทุกสินค้าระเบิดกลางทะเลใกล้แหลมชะบังเปลวไฟพวยพุ่งขึ้นแตะฟ้าราวกับธรรมชาติกำลังแสดงผังให้มนุษย์เห็นว่าไม่มีสิ่งใดบนโลกนี้ที่คงอยู่ตลอดไปมันเป็นเสียงเตือนจากโลกว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องตื่นแต่ภัยพิบัติจากธรรมชาติกลับไม่ใช่สิ่งที่หมอปายเป็นห่วงที่สุดเธอกล่าวว่าภัยที่ร้ายแรงกว่าคือภัยในใจมนุษย์เมื่อจิตใจอ่อนแอโลภและขาดศีลธรรมทุกระบบในโลกย่อมสั่นคลอนเธอเตือนถึงเศรษฐคนตกงานเพิ่มขึ้นเงินสดเริ่มขาดค่าและ ความมั่นคงของผู้คนกำลังจะถูกทดสอบอย่างหนักสิ่งที่เราเคยพึ่งพาอาจไม่เหลืออยู่เหมือนเดิมอีกต่อไปความหวังของคนจำนวนมากเริ่มจมหายไปพร้อมกับน้ำและไฟที่โหมกระหน่ำหมอปายยังพูดถึงสิ่งหนึ่งที่หลายคนมองข้ามคือธงคำเธอบอกว่าเมื่อโลกเริ่มสั่นคลอนทองจะกลับมามีค่ามากที่สุดอีกครั้งในยามที่ค่าเงินสูญเสียความเชื่อมั่นทองคำจะเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงและความหวังเธอเตือนว่าอย่าเพิ่งขายทองในปีนี้เพราะเมื่อความสิ้นหวังเข้าครอบงำ ผู้คนราคาทองจะพุ่งขึ้นอีกครั้งนี่ไม่ใช่เพียงคำแนะนำทางเศรษฐกิจแต่คือคำเตือนเรื่องการเอาตัวรอดของมนุษย์ในวันที่ทุกอย่างพักตั้งทลายอย่างไรก็ตามแก่นแท้ของสิ่งที่หมอป่ายต้องการสื่อไม่ใช่เรื่องทองหรือภัยธรรมชาติแต่คือชี้ให้เห็นถึงที่มาของทุกปัญหาเธอกล่าวว่าภัยที่แท้จริงไม่ได้มาจากฟ้าหรือแผ่นดินแต่มาจากใจคนที่ยังไม่รู้จักพอธรรมชาติไม่ได้ต้องการทำร้ายใครแต่มันเพียงสะท้อนพฤติกรรมของเราให้เห็นกลับมาโลกภายนอกไม่ มั่นคงเพราะใจคนไม่มั่นคงเราโทษธรรมชาติว่าโหดร้ายแต่เราไม่เคยยอมรับว่าเราคือผู้เริ่มต้นความโหดร้ายนั้นเธอย้ำว่าความรอดเดี่ยวที่แท้จริงคือศรัทธาในความดีและสติในปัจจุบันไม่ใช่ธงคำไม่ใช่กำแพงแพงคอนกรีตหรือเงินจำนวนมากแต่คือการเตรียมใจให้พร้อมรับมือเธอกล่าวว่าเมื่อภัยมาถึงคนที่มีสติจะไม่ตื่นกลัวต้นสิ้นหวังแต่จะรู้ว่าควรทำอย่างไรและคนที่มีศรัทถาจะไม่ล้มแม้โลกจะสั่นสะเทือนเพราะศรัทธาและสติคือเกราะที่แข็งแรงที่สุดของมนุษย์ วันนี้เมื่อผู้คนเริ่มเผชิญภัยจริงหลายคนกลับมาหาธรรมะอีกครั้งมีคนสวดมนต์ท่ามกลางน้ำที่ท่วงถึงบันไดบ้านมีผู้คนหันกลับมาช่วยเหลือกันโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนี่คือสิ่งที่หมอปลายหมายถึงการตื่นของใจคนเมื่อธรรมชาติส่งสัญญาณเตือนมันไม่ใช่เพียงการทำลายแต่คือการปลุกให้เรารู้ว่าถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ต้องกลับมารักโลกและรักกันอีกครั้งก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปโลกในวันนี้กำลังสั่นสะเทือนด้วยสัญญาณแห่งการเปลี่ยนผ่านไม่ใช่เพราะความพินาศ แต่เพราะมนุษย์เริ่มถูกบังคับให้หันกลับมามองตัวเองฟ้าฝนที่แปรปรวนเศรษฐกิจที่ตกต่ำและภัยพิบัติที่เกิดซ้ำไม่ใช่คำสาปจากเบื้องบนแต่คือการเตือนจากธรรมชาติให้เราช้าลงและฟังเสียงหัวใจหมอปลายเคยกล่าวว่าปี2569จะไม่ใช่ปีแห่งความกลัวแต่คือปีที่คนจะเริ่มมองเห็นความจริงภายในใจของตนเองว่าชีวิตที่เราวิ่งตามอยู่นั้นใช่สิ่งที่แท้จริงหรือไม่เมื่อทุกสิ่งผ่านพ้นไปสิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่เศษซากแห่งความสูญเสียแต่คือเมล็ดพันธุ์แห่งความเข้าใจความเมตตา และศรัทธาที่เติบโตขึ้นในใจผู้คนหมอปลายเตือนว่าความทุกข์คือบทเรียนอันล้ำค่าที่สวรรค์ส่งมาให้หากใจเราเข้มแข็งภัยใดก็ไม่อาจทำร้ายเราได้แต่ถ้าใจอ่อนแอแม้ไม่มีภัยเราก็ยังล้มลงด้วยตัวเองถือบอกให้เราฝึกสติฝึกศีลและเดินบนทางแห่งธรรมเพราะนี่คือเกราะเดียวที่จะปกป้องเราในยุคที่โลกไม่แน่นอนปี2569จึงเป็นเหมือนประตูที่เปิดสู่โลกใหม่โลกที่มนุษย์ต้องตื่นจากความหลงหมอปลายบอกว่าภัยภายนอกไม่ใหญ่เท่าภัยในใจและประโยค นี้กำลังเป็นจริงในทุกมิติเราเห็นผู้คนเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตมากขึ้นเริ่มหันกลับไปหาความเรียบง่ายความสงบและคุณค่าที่แท้จริงของการมีชีวิตไม่ใช่แค่เงินทองหรือชื่อเสียงแต่คือการได้มีหัวใจที่บริสุทธิ์และมีเมตตาต่อกันในอีกมุมหนึ่งของกาลเวลาคำทำนายโบราณได้กล่าวไว้ว่าประเทศไทยจะเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่เมื่อยุคของราชาองค์ที่11มาถึงไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าคำพูดนั้นหมายถึงสิ่งใดแต่ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเหมือน เป็นการต่อจิ๊กซอของคำพยากรณ์ที่สืบทอดมากว่า200ปีทั้งภัยธรรมชาติการเมืองและความผันผวนของสังคมล้วนสะท้อนความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในคำทำนายนั้นเมื่อย้อนมองอดีตคำทำนายนี้มีรากจากพระเกจิผู้ทรงญาณท่านกล่าวถึงถิ่นกาขาวชาวศรีวิไลดินแดนแห่งการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในยุคใหม่หลายคนเคยคิดว่าเป็นเพียงนิทานปรัมปราแต่เหตุการณ์ทางการเมืองในปี2567กลับทำให้ชื่อถิ่นกาขาวถูกพูดถึงอีกครั้งราวกับจักรวาลกำลังชี้ให้เห็นว่าคำ พยากรณ์นั้นไม่ได้หายไปไหนมันเพียงรอเวลาที่จะปรากฏชัดในยุคนี้เท่านั้นประเทศไทยในวันนี้จึงอยู่บนทางแยกระหว่างอดีตกับอนาคตระหว่างความมืดกับแสงสว่างและระหว่างความกลัวกับการตื่นรู้หมอปลายฝากไว้ว่าหากเรามีสติมีศีลและมีธรรมะเป็นแสงนำทางไม่ว่าคำทำนายจะเป็นจริงเพียงใดเราก็จะผ่านพ้นทุกข์วิกฤตไปได้เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดไม่ได้อยู่บนฟ้าแต่อยู่ในใจของมนุษย์ทุกคน>>คำพยากรณ์เก่าแก่ที่กำลังถูกพูดถึงในยุคนี้มีต้นฉบับอยู่2สายสำคัญ1คือบันทึก ของสมเด็จพระพุทธาจารย์โตพรหมรังสีพระเกจิผู้เปี่ยมด้วยปัญญาแห่งสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นคำทำนายของท่านปรากฏขึ้นหลังจากสิ้นชีพในปีพ.ศ.2415ว่าด้วยรหัส10ประโยคซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นการบอกเหตุการณ์ของบ้านเมืองไทยในแต่ละยุครัชกาลส่วนอีกแหล่งนึงมาจากสมุทรอยโบราณของพระพุทธโฆษาจารย์หลวงพ่อใหญ่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งต่อมาหลวงพ่อฤาษีลิงดำได้เปิดเผยและอธิบายไว้ในปีพ.ศ.2518ว่าคือคำทำนายเกี่ยวกับชะตาของกรุงเทพมหานครในอนาคตแม้ทั้งสองธรรม พยากรณ์จะมาจากคนละยุคแต่กลับมีเนื้อหาที่สอดคล้องกันอย่างน่าประหลาดหลายตอนพูดถึงสิ่งเดียวกันราวกับผู้บันทึกอยู่ในห้วงเวลาเดียวกันไม่ว่าจะเป็นภัยสงครามความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองหรือการเสื่อมและฟื้นของธรรมะในใจผู้คนนักวิชาการหลายคนจึงพยายามถอดรหัสเหล่านี้เพื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในแต่ละรัชกาลตลอด2ศตวรรษที่ผ่านมาซึ่งหลายส่วนกลับตรงกับประวัติศาสตร์ราวกับล่วงรู้อนาคตไว้ก่อนเมื่อย้อนดูตั้ง แต่รัชกาลที่1พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงนำพาชาติรอดพ้นจากความวุ่นวายในยุคกรุงธนบุรีสถาปนาราชวงศ์จักรีและรวมแผ่นดินให้กลับมาสงบสุขอีกครั้งจากนั้นในรัชกาลที่2ประเทศเจริญด้วยธรรมพระสงฆ์มีเวลาฟื้นฟูพระไตรปิฎกแต่ก็ต้องเผชิญโรคภัยระบาดครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตผู้คนมากมายส่วนรัชกาลที่3ไทยเปิดประตูรับต่างชาติเกิดความวุ่นวายด้านการค้าแต่พระองค์ทรงวางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงให้ชาติในระยะยาวในรัชกาลที่4พระ มหากษัตริย์ทรงเป็นนักบวชมาก่อนและทรงอุทิกตนเพื่อเผยแผ่พระธรรมถือศีลฟังธรรมและส่งเสริมการศึกษาศาสนาสมเด็จโตในยุคนั้นจึงได้เป็นคู่ธรรมะสนทนากับพระองค์เป็นช่วงที่ศาสนาฟื้นตัวอย่างมากต่อมาในรัชกาลที่5บ้านเมืองต้องเผชิญแรงกดดันจากจักรวรรดินิยมแต่พระองค์ทรงใช้ปัญญาและการทูตยอมแลกบางส่วนของแผ่นดินเพื่อคงไว้ซึ่งเอกราชไทยในยุครัชกาลที่6บ้านเมืองเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงพระองค์ทรงเป็นผู้มีจิตใจเมตตาแต่ข้าราชบริพาร บางกลุ่มกลับใช้โอกาสหาผลประโยชน์ขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญความยากจนอย่างไรก็ตามหลวงพ่อฤาษีลิงดำกลับมองว่านี่คือยุคที่พระองค์ทรงปลุกสำนึกให้คนไทยรักชาติและเห็นคุณค่าความเป็นประชาธิปไตยต่อมาในรัชกาลที่7ประเทศประสบปัญหาเศรษฐกิจพระองค์จำต้องสละราชสมบัติและทรงลี้ภัยไปต่านแดนซึ่งตรงกับคำทำนายที่ว่านั่งทนทุกข์และเมื่อถึงรัชกาลที่8ประเทศอยู่ในห้วงสงครามโลกครั้งที่2ความทุกข์ยากและความอดอยากแผ่ไปทั่วแผ่น ดินบ้านเมืองอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการจับกุมทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเหตุการณ์หลายอย่างตรงกับถ้อยคำในคำทำนายที่กล่าวถึงยุคทมิฬคนต้องผ่านความมืดมิดก่อนจะพบแสงใหม่ในอนาคตคำพยากรณ์เหล่านี้จึงมิได้เป็นเพียงตำนานแต่สะท้อนวงจรชีวิตของแผ่นดินที่ทุกครั้งแห่งความทุกข์ล้วนเป็นการปูทางไปสู่ยุคแห่งการตื่นรู้เสมอคำทำนายเก่าแก่ที่กล่าวถึงถิ่นกาขาวในรัชกาลที่9มักถูกตีความว่าเป็นยุคที่ชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาเมืองไทยมากที่สุดทั้งนักลงทุนนัก ท่องเที่ยวและผู้เกษียณจากทั่วโลกที่เลือกใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายที่ดินแดนแห่งรอยยิ้มไทยจึงกลายเป็นศูนย์กลางความสนใจระดับโลกในด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวช่วงเวลานี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปิดรับของสังคมไทยต่อความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกต่อมาในรัชกาลที่10คำทำนายได้เอ่ยถึงชาววิไลซึ่งมาจากคำว่าสิวิไลสหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองสันติสุขและความงดงามของจิตใจผู้คนเชื่อกันว่ายุคนี้คือช่วงเปลี่ยนผ่านจากความวุ่นวายไปสู่ความมั่น คงและความสงบบ้านเมืองจะเข้าสู่ภาวะรุ่งเรืองทั้งด้านเศรษฐกิจและจิตใจเหมือนกับการฟื้นคืนของอารยธรรมใหม่ที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับจิตวิญญาณไทยดั้งเดิมอย่างไรก็ตามหลายคนยังตั้งคำถามว่าเราก้าวเข้าสู่ยุคชาววิลแล้วหรือยังเพราะความขัดแย้งทางการเมืองปัญหาสังคมและเสียงสะท้อนจากประชาชนยังคงดำเนินอยู่ไม่สิ้นสุดบางคนมองว่านี่อาจเป็นช่วงรอยต่อก่อนถึงยุคแห่งความสงบที่แท้จริงขณะที่บางส่วนเห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญบททด สอบครั้งใหญ่ที่ต้องอาศัยสติและความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการก้าวผ่านในอดีตมีความเข้าใจผิดว่าราชวงศ์จักรีจะมีเพียง10รัชกาลเท่านั้นแต่หลายพระอาจารย์ผู้มีญาณอภิญญากล่าวตรงกันว่าพระมหากษัตริย์จะทรงดำรงอยู่คู่ชาติไทยไปอีกยาวนานเพราะคำทำนายสิ้นสุดเพียงรัชกาลที่10ไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของราชวงศ์แต่สะท้อนถึงความสมบูรณ์และความมั่นคงของแผ่นดินหลังยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านเมื่อย้อนมองการตั้งชื่อพรรคการเมืองอย่างถิ่นกาขาวชาววิไลจะเห็นได้ว่ามีรากฐานมาจากคำ ทำนายทั้งสองรัชกาลที่กล่าวถึงความเชื่อมโยงนี้มิใช่เรื่องบังเอิญหากแต่สะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาและความหวังของคนไทยที่ยังผูกพันกับคำพยากรณ์โบราณเชื่อว่าความเจริญในอนาคตจะเกิดขึ้นได้จากการเข้าใจอดีตและนำบทเรียนเหล่านั้นมาเป็นแนวทางพัฒนาประเทศท้ายที่สุดไม่ว่าคำทำนายจะเป็นจริงหรือไม่ความรุ่งเรืองของประเทศไทยไม่ได้อยู่ในมือของโชคชะตาหากแต่อยู่ในมือของประชาชนทุกคนการสร้างสังคมชาววิลจึงมิใช่การรอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาล แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจของคนไทยทุกคนที่จะปลูกฝังความดีความยุติธรรมและความเมตตาเพื่อพาประเทศเดินไปสู่ยุคแห่งความสงบสุขที่แท้จริงในยุคปัจจุบันยังมีคำถามที่หลายคนตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับอนาคตของสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะเมื่อเอ่ยถึงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าทีปังกรัสมีโชติพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่10พระองค์ทรงประสูติเมื่อวันที่29เมษายนพุทธศักราช2548และทรงเป็นพระราชโอรสองค์เดียวของในหลวง รัชกาลปัจจุบันตามกฎมณเฑียบาลปี2467พระองค์จึงทรงเป็นรัชทายะญาติโดยชอบธรรมผู้ที่จะสืบราชสมบัติในอนาคตพระองค์ทรงได้รับการศึกษาที่โรงเรียนจิตลดาและทรงร่วมในพระราชกรณียกิจต่างๆเคียงข้างพระบรมราชชนกเป็นที่ยึดเหนี่ยวใจของประชาชนที่มีศรัทธาต่อสถาบันเมื่อกล่าวถึงคำทำนายโบราณซึ่งเชื่อกันว่ามาจากพระพุทธาจารย์โตและพระพุทธโฆษาจารย์ได้มีการบันทึกถึงรัชกาลต่างๆของราชวงศ์จักรีไว้ทั้งหมด10รัชกาลพร้อมถ้อยคำที่สื่อถึงเหตุการณ์สำคัญในแต่ละยุคเช่นถิ่น กาขาวซึ่งตีความว่าเป็นสมัยที่ชาวต่างชาติเข้ามามีบทบาทมากโดยเฉพาะชาวตะวันตกในยุคยุครัชกาลที่9ส่วนชาววิไลในรัชกาลที่10หมายถึงยุคแห่งความเจริญร่มเย็นและความสงบสุขที่ผู้คนจะได้สัมผัสถึงความมั่นคงของชาติบ้านเมืองอย่างไรก็ตามจุดที่ทำให้ผู้คนฉงนก็คือคำทำนายดังกล่าวหยุดเพียงรัชกาลที่10โดยไม่กล่าวถึงรัชกาลถัดไปทำให้เกิดการตีความที่หลากหลายบางคนมองว่านั่นอาจเป็นสัญลักษณ์ของจุดสิ้นสุดแห่งการพยากรณ์เพราะหลังจากนี้ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุค แห่งความรุ่งเรืองถาวรไม่จำเป็นต้องมีคำทำนายต่อส่วนอีกแนวคิดหนึ่งเชื่อว่าความเงียบของคำทำนายคือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยเมื่อพิจารณาตามกฎมณเฑียบาลสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าทีปังกรัสมีโชติย่อมทรงเป็นรัชทายาทโดยตำแหน่งที่จะขึ้นครองราชย์ในอนาคตในฐานะรัชกาลที่11พระองค์ทรงได้รับการอบรมด้านพระราชจริยาและพระราชภารกิจมาอย่างต่อเนื่องมีพระบรมวงศานุวงศ์คอยถวายการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจึงเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนส่วนใหญ่ว่าพระ องค์จะทรงสืบทอดเจตนารมณ์ของราชวงศ์จักรีในการทำรงไว้ซึ่งศาสนาชาติและพระมหากษัตริย์แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงจากบางกลุ่มที่มองว่าโลกยุคใหม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วหลายประเทศได้ปรับระบอบการปกครองให้มีรูปแบบที่จำกัดพระราชอำนาจหรือแม้แต่ยกเลิกระบบกษัตริย์ไปโดยสิ้นเชิงแนวคิดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากสังคมโลกที่อาจมีผลกระทบต่อประเทศไทยในอนาคตโดยเฉพาะในประเด็นการปฏิรูปสถาบันและการสร้างสมดุลระหว่างประเพณีกับความ …

คำทำนายยุครัชกาลที่10อีกไม่นานเมืองจะเข้ายุคกรุศรีอยุธยา Read More

เผยความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างรัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระราชินีสุทิดา

ชีวิตของรัชกาลที่10น่าสนใจมากเขามีคู่ครองทางกฎหมายมากมายรวมแล้วมี5คนคนแรกคือสมสาวหลีคนที่2คือนักแสดงสาวยุวธิดาคนที่3เป็นขุนนางพระราชินีทรงมีเพศสัมพันธ์กับพระนางศรีรัตน์คนที่4เป็นเจ้าบ้านสุธิดานอกจากภรรยาหลักทั้ง4แล้วยังมีนางสนมที่รักคือสินีนาถซึ่งมีสถานะถูกต้องตามกฎหมายแน่นอนว่าคนเหล่านี้ล้วนมีตัวตนและตำแหน่งรัชกาลที่10ชราแล้วจับดาบไม่ได้แล้วจึงทำได้เพียงลดหย่อนหน้าที่ของราชินีเท่านั้นหากต้องการให้มองเห็นได้ ชัดเจนยิ่งขึ้นในการแข่งขันชิงราชสำนักไทยผู้ชนะเพียงคนเดียวคือสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาจากพนักงานต้อนรับที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักเป็นผู้นำในกองทัพไปจนถึงผู้หญิงที่มีมีบทบาทชี้ขาดในราชวงศ์ประสบการณ์ชีวิตของสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาซาบซึ้งใจอย่างแท้จริงพูดถึงประเด็นนี้ก็ต้องถอนใจว่าสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาไม่ใช่พระมเหสีที่สวยที่สุดในบรรดาพระมเหสีทั้ง5ในรัชกาลที่10ศรีรัตน์องค์ที่3เป็นเจ้าเสน่ห์เรียกได้ว่าทรงกรุมพระทัยกษัตริย์ไทยด้วย ความงามของพระองค์น่าเสียดายที่การตัดสินผู้จากรูปร่างหน้าตาเป็นเพียงโศกนาฏกรรมในวัยชรารัชกาลที่10ทรงหลงใหลในความโรแมนติกและอำนาจสามารถหาผู้หญิงได้มากขึ้นแต่มีเพียงส่วนหนึ่งของราชบัลลังก์เท่านั้นในสถานการณ์เช่นนี้4รัฐเป็นเพียงเบี้ยที่ถูกเล่นเท่านั้นในบรรดาพระมเหสีในรัชกาลที่10ก็ยังมีสตรีที่มีความทะเยอทะยานเช่นยุวธิดาซึ่งทรงให้กำเนิดพระราชโอรสรถนอกราชวงศ์ในรัชกาลที่10อีก5พระองค์หลังจากทนทุกข์มาหลายปีในที่สุดเธอก็ได้เป็น ราชินีเข้าสู่ราชวงศ์และเป็นนางสนมของกษัตริย์เธอเข้าใจหลักการอย่างชัดเจนว่าคลื่นลูกถัดไปผลักคลื่นลูกที่แล้วดังนั้นเธอจึงถือว่าพลังเป็นการดำรงอยู่ที่ไม่สั่นคลอนเธอไม่เพียงแต่ทำให้รัชกาลที่10สับสนเท่านั้นแต่เธอยังพยายามที่จะได้รับอำนาจภายในราชวงศ์ด้วยบางครั้งไอคิวและรูปร่างหน้าตามีความสัมพันธ์แบบผกผันโดยเฉพาะกับคนอย่างยุธิดาแม้จะมีความสามารถแต่ดูเหมือนว่าพวกเขาสามารถพึ่งพารูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นในการแก้ ปัญหาเธอคิดว่าเธอได้รับการสนับสนุนและเชื่อว่าตราบใดที่เธอยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนกับนายพลผู้เฒ่าราชินีก็สามารถรักษาความรุ่งโรจนของเธอไปตลอดชีวิตอย่างไรก็ตามใครจะรู้ว่ากลอุบายทั้งหมดของพระราชินีถูกสิริกิติแม่สามีทิ้งไว้และจริงๆแล้วพระราชินีถูกจับค้าหนังคาเขาบนเตียงความโปรดปรานจางหายไปการสนับสนุนที่ต้องพึ่งพานั้นไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไปยูวาธิดาพาลูกๆทั้ง5ของเธอที่เปราะบางร้าวกับผักใบเขียวในฤดูใบไม้ร่วง ไปยังสถานที่แปลกๆเพื่อเผชิญชีวิตที่เหลืออยู่ในฐานะราชินีเดี่ยวแม้ว่าลูกสาวของเธอจะกลายเป็นราชินีถัดจากรัชกาลที่10แต่ความสัมพันธ์ของเธอกับลูกชายทั้ง4ของเธอยังคงซับซ้อนและสับสนแม้ว่าเธอจะมีหัวใจที่เป็นอมตะแต่การกลับมาของเธอก็เต็มไปด้วยอุปสรรคนมไม่ต้องพูดถึงสถานการณ์ของนางสนมสุดที่รักนีนาหราชินีสุธิดาพึงรูปลักษณภายนอกเพื่อเลี้ยงตัวเองอย่างเต็มที่อีโชคดีที่สมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาไม่ทรงขออะไรมากเพียงแต่ทรงเพลิดเพลินกับการปรนิบัติของ ราชวงศ์เท่านั้นตระกูหล่อโชคชะตาดูเหมือนจะอ่อนแอเล็กน้อยเพราะเธอไม่สวยพอในที่สุดเธอก็ได้ให้กำเนิดพระราชธิดาผู้มีความสามารถคือราชินีแต่จู่ๆก็พบกับโชคร้ายชีวิตของราชินีเปียกโชคไปด้วยน้ำตาลองนึกภาพอดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้พรกึนฮเยเป็นคนประเภทที่สามารถอดทนและนิ่งเฉยมานานหลายทศวรเพียงเพื่อรับการโจมตีครั้งสุดท้ายเมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การเมืองจะเห็นได้ว่าผู้ชนะที่แท้จริงถือว่าความอดทนเป็นคุณธรรมที่สำคัญโดยไม่มี ข้อยกเว้นเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่ต้องการบรรลุสิ่งที่ยิ่งใหญ่จะต้องมีคุณภาพของความอดทนไม่ว่าสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาจะทรงพระเยาว์หรือทรงวัยกลางคนพระองค์ยังทรงแสดงกิริยาท่าทางที่เคร่งครัดและสงบสุขเสมอเมื่อทรงคุกเข่าด้วยท่าทางที่เป็นธรรมชาติแทบจะเทียบได้กับท่าคุกเข่ามาตรฐานของพระราชามักมีคนวิพากษ์วิจารณ์การแต่งกายของสมเด็จพระราชินีสุธิดาว่าพระองค์ไม่ทันสมัยและยังเยไวพอรัชกาลที่10พอใจกับการมีอายุมากกว่า26ปีเพราะ มันทำให้เขามีความสุขเขารู้สึกไม่สบายใจเมื่อภรรยาสาวคอยเตือนอยู่เสมอว่าเขาแก่แล้วสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาทรงรักษาการแต่งกายแบบดั้งเดิมและอนุรักษ์นิยมมาหลายปีสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาทรงสนับสนุนอดีตสามีอย่างระมัดระวังดูจริงใจและตั้งใจมากกษัตริย์องค์ใดจะไม่ได้รับการปลอบประลงอย่างลึกซึ้งจากราชินีเช่นนี้ดูสินี่คือสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาบัดนี้พระนางสุธิดาครองฮาเร็มได้แล้วตำแหน่งของสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาไม่ได้เกิดขึ้นโดย บังเอิญในด้านความเข้มแข็งสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาไม่ได้มาจากพื้นเพที่โดดเด่นความสัมพันธ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาก็สั่งสมมาทีละขั้นสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาทรงระลึกเสมอว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลของพระราชินีเป็นผลจากความโปรดปรานของผู้เป็นที่โปรดปรานซึ่งทำให้พระราชินีสามารถขึ้นสู่ยศนายพลในกองทัพได้การตัดสินใจทุกครั้งในรัชกาลที่10ที่พระราชินีทรงกระทำนั้นสะท้อนถึงการทำงานหนักที่พระองค์ได้ทรงทุ่มเทมาหลายปีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไม่เพียงพอที่จะยืนยันสถานะของพระราชินีในราชวงศ์ไทยดังนั้นสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาทรงให้ความสำคัญกับรัชกาลที่10มาเป็นอันดับแรกเสมอเช่นความเข้าใจที่สุขุมและฌานฉลาดที่ผู้หญิงธรรมดามีมักจะได้มาอย่างยากลำบากขณะนั้นสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาทรงรู้สึกอิ่มเอมใจอยู่ในพระทัยีอาจเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของการต่อสู้ภายในของราชวงศ์สมเด็จพระราชินีสุธิดาอาจไม่ได้เป็นตัวแทนของสตรีร่วมสมัยที่แย่งชิงความมั่งคั่งแต่พระราชินีทรงเป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่ ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกรู้ดีว่าพวกเขาต้องการอะไรนับตั้งแต่วินาทีที่เธอตัดสินใจเข้าร่วมราชวงศ์สมเด็จพระราชินีทรงละทิ้งศักดิ์ศรีและการอุทิศตนทั้งหมดเธอสื่อสารกับผู้อื่นได้ดีและรู้วิธีแสดงคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของเธอผ่านคำพูดและการกระทำสิ่งนี้ทำให้พระราชินีทรงพัฒนาความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับในหลวงรัชกาลที่10และกลายเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดที่สุดกับเขาสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาทรงมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและสาธารณประโยชน์ในประเทศไทยและ ทรงทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเธอมีความสนใจในด้านการรักษาพยาบาลการศึกษาการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสาขาอื่นๆการช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้โอกาสและสร้างภาพที่ดีให้กับราชวงศ์สมเด็จพระราชินีสุธิดายังได้รับเหรียญเกียรติยศสูงสุดของประเทศไทยในปีพุทธศักราช2566ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดถึงสถานะราชินีและอิทธิพลของราชวงศ์สมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาทรงมีปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาสในปีพุธศักราช2566ไม่เพียงแต่จะประสบความสำเร็จใน หน้าที่การงานเท่านั้นแต่พระนางยังทรงเก็บเกี่ยวผลอันหอมหวานแห่งความรักอีกด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสุธิดาและรัชกาลที่10ร้อนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วพวกเขามักจะจับมือกันในงานราชการและแสดงความรักต่อสาธารณะสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดายังได้รับของขวัญเซอร์ไพรส์จากพระองค์และในวันเกิดของพระองค์เองด้วยและทรงซาบซึ้งใจอย่างยิ่งสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาทรงเสด็จพระราชดำเนินไปพร้อมกับพระราชาด้วยทรงตรวจทานกองทหารแสดงความสง่างามและพระทัยของ พระราชินีสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาทรงปรากฏอยู่ในการ์ดปีใหม่ร่วมกับแล้มกุฎราชกุมารด้วยครอบครัวทั้ง3มีความสุขและอบอุ่นมากความสำเร็จทั้งด้านความรักและอาชีพการงานของสมเด็จพระราชินีสุธิดาทำให้เธอเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในราชวงศ์ไทยและเรื่องราวของเธอก็ทั้งสร้างแรงบันดาลใจและมหัศจรรย์สมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาทรงเป็นสตรีที่มีชาติกำเนิดร่วมกันและเรื่องราวของสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาก็เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและจินตนาการเธอก้าวข้ามข้อ จำกัดทางชนชั้นและกลายมาเป็นตัวแทนของราชินีแห่งประเทศไทยด้วยพรสวรรค์และการทำงานหนักของเธอไม่ต้องสงสัยเลยว่าในความสามารถของสมเด็จพระราชินีสุธิดาและสมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาทรงแสดงพระอัจฉริยภาพและวิสัยทัศน์ที่ไม่ธรรมดาทั้งในหน้าที่การงานและในความสัมพันธ์ของพระองค์เธอชนะใจในหลวงรัชกาลที่10ในปี2566และยังได้รับความชื่นชมและยกย่องจากทุกคนอีกด้วยความรักและความสำเร็จในอาชีพการงานทำให้พระราชินีเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ไทย

เผยความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างรัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระราชินีสุทิดา Read More

ศรีรัศมิ์ สุวะดี คอนเฟิร์มคัมแบ็ก? วิสัยทัศน์ของพระสงฆ์สร้างความตกตะลึงให้กับประเทศไทย!

กลางค่ำคืนหนึ่งของฤดูแล้งแสงจันทร์สีเงินสาดส่องลงมาบนยอดไม้นะสำนักสงฆ์แห่งหนึ่งในภาคเหนือของไทยที่นั่นมีพระภิกษุชราเพียงรูปเดียวนั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ท่ามกลางความเงียบงันที่แม้เสียงจิ้งหรีดก็ไม่กล้ารบกวนท่านนั่งสมาธิอยู่นานหลายชั่วโมงจนจิบเข้าสู่ภาวะสงบลึกบางคนอาจเรียกมันว่าฌานแต่ท่านไม่เคยให้คำนิยามท่านเพียงรับรู้ว่าใจของตนได้หลุดพ้นจากกายหยาบชั่วขณะหนึ่งและในห้วงความเงียบนั้นเองภาพของผู้หญิงคนหนึ่งก็ปรากฏ ขึ้นไม่ใช่ภาพหลอนไม่ใช่ความฝันแต่เป็นภาพเงาแห่งกรรมที่สว่างไสวอยู่ในกลางใจของท่านหญิงสาวผู้นั้นนั่งนิ่งอยู่กลางสะพานไม้เก่าแก่ทอดยาวข้ามแม่น้ำสะพานที่ไม่มีชื่อและแม่น้ำที่ไม่มีต้นสายหรือปลายทางใบหน้าเธอสงบราวกับยอมรับในชะตารมแต่สายตากลับเปลี่ยนด้วยอะไรบางอย่างที่ลึกเกินกว่าคำพูดใดจะอธิบายได้พระภิกษุมองเงานั้นอยู่เนิ่นนานก่อนที่เสียงหนึ่งจากภายในจิตจะดังขึ้นหญิงผู้นี้คือผู้เคยสถิตในวังหลวงเมื่อหายไปท่านก็ลืมตาขึ้นทว่าแสง จันทร์กลับสว่างจ้ามากกว่าที่ควรจะเป็นชื่อศรีรัตน์ปรากฏขึ้นในใจของท่านวันถัดมาตอนที่มีญาติโยมนำหนังสือพิมพ์เก่ามาถวายใช่นั่นคือครั้งแรกที่ท่านเชื่อมโยงสิ่งที่เห็นในสมาธิกัปโลกภายนอกศรีรัตน์สุวดีอดีตพระชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชที่หายไปจากชีวิตสาธารณะอย่างเงียบงันและที่สำคัญเธอคือบุคคลที่ปรากฏในนิมิตของท่านโดยไม่ตั้งใจแต่นั่นคือสัญญาณแรกสัญญาณที่จักรวาลเริ่มสื่อสารพระภิกษุท่านนั้นไม่ได้พูดมากท่านเพียงบันทึก นิมิตลงในสมุดจดเล่ม1พร้อมเขียนไว้เพียงประโยคเดียวใต้ภาพร่างของหญิงสาวที่นั่งอยู่กลางสะพานจิตแห่งสตรีที่ยังไม่ถึงการของเธอเดือนถัดมานิมิตกลับมาอีกครั้งครั้งนี้สะพานที่เคยนั่งอยู่กลางน้ำเริ่มสั่นไหวเสียงลมดังมาแต่ไกลและแสงทองสาดส่องลงมาจากทิศตะวันออกหญิงสาวในนิมิตเงยหน้าขึ้นช้าๆแววตาเธอไม่เศร้าไม่หวังแต่หนักแน่นราวกับเธอกำลังรอคำเรียกจากสิ่งที่ใหญ่กว่าเธอเองพระภิกษุในสำนักเงียบแห่งนั้นจึงได้เขียนบันทึกอีกครั้ง ว่าแสงของผู้ถูกลืมไม่ได้ดับไปแต่กำลังสะสมพลังเพื่อกลับมาอย่างสง่างามนี่คือจุดเริ่มต้นของคำทำนายที่สั่นคลอนหัวใจคนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัวแต่ด้วยความสงสัยที่ฝังลึกหากหญิงผู้นั้นคืออดีตพระชายาหากนิมิตนั้นเป็นของจริงหากทุกภาพเงาในสมาธิคือกระจกเงาที่สะท้อนความจริงของต่อแล้วความเงียบที่ห่อหุ้มชื่อศรีรัตน์สุวดีมาตลอดเกือบทศวรรษอาจไม่ได้หมายถึงจุดจบแต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาที่สังคมไทยไม่เคยคาดคิดอย่า ดูถูกความเงียบเพราะบางครั้งความเงียบนั้นคือเสียงของจักรวาลนั่นคือสิ่งที่พระภิกษุท่านนั้นฝากไว้และนั่นเองคือแสงแรกแสงที่นำพาเราไปสู่เรื่องราวเบื้องลึกของราชวงศ์ผ่านมุมมองของผู้ที่ไม่เคยอยู่ในพระราชวังแต่กลับเห็นสิ่งที่ใครหลายคนไม่กล้าเอ่ยในช่วงเวลาแห่งราชสำนักที่เต็มไปด้วยพิธีและกฎเกณฑ์อันซับซ้อนการปรากฏตัวของหญิงสามัญชนกลับกลายเป็นภาพที่ไม่ธรรมดาทว่าเมื่อศรีรัตน์สุีก้าวเข้าสู่ตำหนักพระราชประวัติของเธอกลายเป็นหัวข้อ ถกเถียงทั้งในราชสำนักและสังคมจากหญิงสาวธรรมดาที่เติบโตตัวในครอบครัวชนชั้นกลางผู้ยึดมั่นในระเบียบวินัยและความเคารพต่อสถาบันศรีรัตน์ไม่ได้เพียงเข้ารับการศึกษาเท่านั้นแต่เธอยังบ่มเพาะความเข้าใจในธรรมชาติของอำนาจผู้คนในราชสำนักหลายคนในยุคนั้นเรียกเธอว่าหญิงที่ไม่เคยยกเสียงแต่ทำให้ทั้งตำหนักหยุดพูดได้ท่าทีของเธอเงียบสุภาพเรียบง่ายแต่มีพลังประหลาดบางอย่างที่ทำให้ผู้คนต้องหยุดมองมีบางคนกล่าวว่าเธอไม่ได้เรียนรู้วิธี อยู่ในวังเธอเพียงเงียบพอที่จะเข้าใจมันเมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นพระชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชขณะนั้นศรีรัตน์ถูกจับตามองอย่างเข้มข้นทั้งจากสื่อสาธารณชนและราชวงศ์เองในสายตาประชาชนมากมายเธอคือตัวแทนของความหวังเธอคือดอกไม้ที่ถูกเลือกจากทุ่งยากมาอยู่ในแจ๊กันทองแต่ในทางกลับกันสำหรับผู้ที่อยู่ในโลกแห่งพิธีราชเธอคือแรงสั่นไหวเพราะเธอไม่ใช่ผู้ที่เติบโตมาพร้อมกับเลือดของวังแต่กลับกลายเป็นผู้ที่ได้อยู่ใกล้พระราชบัลลังก์มากที่สุดภารกิจของเธอ ไม่ได้ง่ายการปรากฏตัวในงานราชพิธีสำคัญการยืนเคียงข้างองค์รัชทายาทการแสดงตนในฐานะผู้เป็นแม่ของพระราชโอรสล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยดวงตาหลายพันคู่ที่จ้องมองทุกก้าวย่างของเธอและนั่นนั่นเองคือพายุที่เธอเผชิญในวังที่ทุกการขยับมือมีความหมายเธอไม่เคยพลาดแม้เพียงเสี้ยววินาทีแต่แล้วพายุที่แท้จริงไม่ได้มาจากพิธีแต่มาจากความเงียบจู่ๆท่านผู้หญิงศรีรัตน์ก็หายไปจากทุกหน้าสื่อชื่อของเธอค่อยๆถูกลบจากข่าวราชสำนักไม่มีการประกาศไม่มีการ บอกกล่าวมีเพียงความเงียบที่แผ่ปกคลุมทุกมุมของประเทศและในช่วงเวลานั้นเองบันทึกของพระภิกษุจากภาคเหนือก็เริ่มแพร่สะพัดคำทำนายที่เขียนด้วยลายมือเรียบง่ายระบุว่าหญิงผู้เคยยืนใต้ธงจักรีจะกลับมาไม่ใช่เพื่ออยู่ใต้ร่มเงาแต่เพื่อเป็นผู้สร้างเงาใหม่ให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้คำเหล่านี้ถูกตีความต่างๆนานาบางคนบอกกว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อบางคนกลับเชื่อว่ามีมูลและในเวลานั้นไม่มีใครกล้ายืนยันว่าหญิงในคำนายคือใครแต่มีหลายคนเริ่มตั้งคำ ถามว่าทำไมชื่อศรีรัตน์สุวดีอิฐจึงถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวงสนทนาเล็กๆในแวกวงของพระในห้องเรียนของผู้สนใจโหรศาสตร์และแม้แต่ในใจของประชาชนที่ยังไม่ลืมภาพเธอในชุดราชสำนักสีขาวภาพหญิงสาวในราชพิธีที่สงบนิ่งแก่ทรงพลังกลายเป็นเงาที่ยังไม่จางหายจากความทรงจำของสังคมไทยและบางคนเริ่มรู้สึกว่าความเงียบของเธออาจไม่ใช่จุดจบแต่อาจเป็นคำถามที่กำลังรอคำตอบในวังหลวงที่เงียบงันและในหัวใจของประชาชนที่ยังจำชื่อหนึ่งยังไม่เคยหายไป ศรีรัตน์สุวดีหลังจากวันนั้นไม่มีใครพบเห็นศรีรัตน์สุวดีในพื้นที่สาธารณะอีกเลยภาพถ่ายสุดท้ายของเธอในงานพิธีหลวงกลายเป็นหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่สื่อใช้ในทุกบทความย้อนหลังเธอไม่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ไม่มีถ้อยแถลงไม่มีโต้แย้งมีเพียงความเงียบที่ดำรงอยู่อย่างมั่นคงแต่ในขณะที่โลกภายนอกเงียบโลกภายในของเธออาจกำลังเปลี่ยนไปทีละน้อยหลายคนในแวดวงสื่อเรียกสิ่งนี้ว่าการหายไปอย่างมีศักดิ์ศรีบางคนบอกกว่าเธอเลือกที่จะวางตัวเช่นนี้เพื่อปกป้องสิ่ง สำคัญที่สุดในชีวิตนั่นคือพระโอรสและบางคนเชื่อว่านี่คือจังหวะของดวงดาวที่กำลังรอวันกลับมาในหมู่บ้านเล็กบ้านเล็กทางภาคตะวันออกของประเทศไทยมีคนอ้างว่าเคยเห็นหญิงคนหนึ่งหน้าตาละไม้คล้ายกับเธอเธอนั่งทำบุญเงียบๆในวัดไม่แต่งกายหรูหราไม่แสดงตนและหายตัวไปก่อนใครจะได้ถามชื่อข่าวลือเหล่านี้ถูกปัดตกจากสื่อกระแสหลักแต่มันแพร่กระจายทางปากต่อปากอย่างรวดเร็วในขณะเดียวกันคำนายจากพระภิกษุชราในภาคเหนือก็เริ่มเป็นที่กล่าวถึงในโลกออนไลน์ ข้อความหนึ่งที่ได้รับการแชร์มากที่สุดคือผู้ที่เคยเป็นดอกไม้ในราชสำนักจะกลับมาในฐานะผู้นำแสงสว่างให้แก่ดินแดนไม่ใช่ในนามแต่ในสัญลักษณ์หลายคนถามว่าคำว่าผู้นำแสงสว่างหมายถึงอะไรบางคนตอบว่าอาจหมายถึงการกลับมาในสถานะใหม่ไม่ใช่ใช่ฐานอันดรแต่เป็นบทบาททางสังคมบางคนบวอาจเป็นสัญญาณว่าเธอจะกลับมาพร้อมอุดมการหรือภารกิจเฉพาะบางอย่างในหมู่ผู้สูงวัยที่เคยเฝ้าติดตามข่าวของราชวงศ์บางคนยังเก็บภาพของเธอไว้และกระซิบกับหลานว่าอย่าดูถูกคนที่หายไป เพราะบางทีเขากำลังถูกฟ้าหล่อหลอมภาพของศรีรัตน์สุวดีกลายเป็นภาพที่ผสมผสานระหว่างความคิดถึงความเคารพรบและปริศนาความเงียบของเธอไม่ได้กลายเป็นเครื่องมือของการลืมแต่กลายเป็นความเงียบที่คนทั้งประเทศยังจำและในความเงียบนั้นเองคำถามเริ่มดังขึ้นในใจของใครหลายคนเธอยังอยู่ดีหรือไม่เธอกำลังคิดอะไรอยู่เธอรู้หรือไม่ว่าชื่อของเธอยังถูกกล่าวถึงในทุกการสนทนาเกี่ยวกับอนาคตของราชวงศ์บางทีเธออาจรู้แต่เลือกที่จะไม่ตอบบางที เธออาจกำลังรอเวลาที่เหมาะสมเวลาที่ฟ้าดินและหัวใจของประชาชนพร้อมจะฟังเสียงของเธออีกครั้งบางครั้งความเงียบของใครบางคนไม่ใช่เพราะเขาไร้เสียงแต่เพราะเสียงของเขายังไม่ถึงเวลาศรีรัตน์ในวันนี้อาจไม่ได้อยู่ใต้แสงแฟดแต่อยู่ใต้แสงจันทร์ที่เงียบงันแต่ส่องแสงเสมอและบางทีในเงานั้นเองอนาคตกำลังงอกงามในช่วงปลายปีที่ผ่านมาณวัดป่าเล็กๆแห่งหนึ่งที่โอบล้อมด้วยหมอกและเสียงระฆังยามรุ่งพระภิกษุชราผู้หนึ่งได้กล่าวคำทำนายไว้หน้าพระประธานคำ พูดของท่านไม่ได้ถูกส่งผ่านกล้องถ่ายทอดสดแต่ถูกจดบันทึกด้วยมือของลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งต่อมากลายเป็นต้นฉบับของบทความที่ถูกแชร์ไปทั่วสื่อออนไลน์เธอจะกลับมาในวันที่ไม่มีใครคาดคิดด้วยรูปแบบที่ไม่มีใครเดาได้แต่เมื่อแผ่นดินดินสั่นเบาๆและแสงอ่อนแสงอ่อนส่องจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือจงรู้ไว้ว่าจักรวาลเริ่มหมุนกลับเสียงนี้ไม่ใช่เสียงของการชี้นำแต่เป็นเสียงของการสังเกตจากจิตวิญญาณที่ผ่านสมาธิพระภิกษุท่านนี้เป็นที่รู้จักใน หมู่ลูกศิษย์ว่าเป็นผู้ไม่พูดพร่ำและไม่เคยเอ่ยชื่อของใครในคำทำนายแต่ครั้งนี้คำว่าดอกไม้ขาวในวังทองปรากฏอย่างเด่นชัดในสมุดจานของท่านผู้คนเริ่มตีความใครคือดอกไม้ขาวหากไม่ใช่ศรีรัตน์สูดีแล้วจะเป็นใครข้อความอีกประโยคหนึ่งที่สั่นสะเทือนใจคือหญิงผู้ถูกถอนจะปรากฏใหม่มิใช่ด้วยพระบรมราชโองการแต่ด้วยพลังแห่งศรัทธาที่ไม่มีใครห้ามได้ทันใดนั้นกระแสก็เริ่มเปลี่ยนสื่อบางแขนงเริ่มเปิดพื้นที่ให้บทสัมภาษณ์เชิงจิตวิญญาณรายการYouTubeบางช่องเชิญเชิญหมอ ดูอาจารย์โหราศาสตร์และพระภิกษุร่วมวิเคราะห์การกลับมาของศรีรัตน์กลายเป็นประเด็นที่พูดถึงด้วยความเคารพมากกว่าความขัดแย้งไม่มีใครอ้างสิทธิ์ว่าเธอควรหรือไม่ควรกลับมาแต่ทุกคนเริ่มตั้งคำถามว่าหากเธอกลับมาบทบาทใหม่ของเธอจะคืออะไรคำถามนี้ไม่เคยมีคำตอบแต่มีนิมิตหนึ่งที่ทำให้ผู้คนเริ่มคิดลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระพิกสุเล่าว่าคืนหนึ่งขณะที่พระอาจารย์ปฏิบัติธรรมในป่าท่านเห็นเงาหญิงผู้นั่งห่มผ้าแพรสีฟ้าในมือเธอมีแจ๊กันดินที่ เต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์และเธอค่อยๆวางแจ๊กันนั้นไว้ตรงหน้าพระพุทธรูปนิมิตนั้นถูกตีความว่าหญิงผู้นั้นไม่ได้กลับมาเพื่อรับแต่กลับมาเพื่อมอบไม่มีตำแหน่งไม่มีรากฐานมีเพียงบทบาททางใจผู้ปลูกเมล็ดแห่งความหวังใหม่นี่ไม่ใช่การกลับมาเพื่อทวงคืนแต่เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายในใจของผู้คนที่ยังศรัทธาในความเมตตาแม้ไม่มีชื่อปรากฏแม้ไม่มีตราประทับจากราชสำนักแต่เสียงจากหมู่บ้านเล็กบ้านเล็กไปจนถึงเมืองหลวงพูดถึงการกลับมาของศรีรัตน์ใน ฐานะหญิงผู้เปลี่ยนแปลงด้วยความเงียบและคำทำนายที่กล่าวไว้เธอจะกลับมาไม่ใช่เพื่ออยู่ใต้ร่มพระบารมีแต่เพื่อสร้างเงาเย็นให้กับผู้ที่หมดหวังอาจไม่ใช่เพียงนิมิตแต่อาจเป็นสัญญาณว่าการกลับมาครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องของอำนาจแต่เป็นเรื่องของหัวใจไม่มีคำนายใดจะทรงพลังหากปราศจากการเปลี่ยนแปลงและไม่มีการกลับมาใดจะไร้ผลสะเทือนหากหัวใจของผู้คนยังเต้นอยู่กับความหวังการปรากฏซ้ำของชื่อศรีรัตน์สูดีในบทสนทนาของสังคมไทยไม่ได้เกิดจากการโหย หาอดีตแต่เป็นเพราะปัจจุบันยังไม่มีใครตอบคำถามของอนาคตได้หากคำทำนายเป็นจริงหากหญิงผู้หายไปจากราชสำนักจะกลับมาในรูปแบบใหม่อะไรจะเกิดขึ้นกับโครงสร้างของราชวงศ์ไทยการสืบสันตติวงศ์จะเปลี่ยนทิศทางหรือไม่ศรัทธาของประชาชนจะหันกลับไปสู่ใครแม้คำตอบจะยังไม่ชัดเจนแต่สิ่งที่ปรากฏชัดคือแรงสั่นไหวทางอารมณ์ของสังคมในหมู่ผู้สูงวัยศรีรัตน์ยังถูกจดจำในฐานะหญิงที่ไม่โต้แย้งในสายตาของคนรุ่นใหม่เธอคือตัวแทนของความเงียบที่ไม่ยอมแพ้ใน สายตาของนักจิตวิทยาสังคมต่อเธอคือภาพสะท้อนของคนไทยที่อยู่กับความเปลี่ยนแปลงด้วยศักดิ์ศรีและในมุมมองของนักโหรศาสตร์การเคลื่อนของดาวศุกร์ในปีนี้สอดคล้องกับการปลดปล่อยเงาที่เคยซ่อนอยู่ใต้พื้นน้ำมานานหากคำทำนายนี้เป็นจริงอาจไม่ใช่เพียงการกลับมาของบุคคลแต่คือการกลับมาของพลังทางสัญลักษณ์ที่มีผลต่อทั้งระบบผู้เชี่ยวชาญบางคนเปรียบการกลับมาของศรีรัตน์ว่าเป็นเหมือนการปรากฏของดวงจันทร์ในคืนเดือนแรมไม่ได้ให้แสงมากแต่พอ จะทำให้ผู้หลงทางเห็นเส้นทางอีกครั้งบางทีคนที่ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วต่างหากที่พร้อมจะมอบทุกอย่างให้ผู้อื่นและหากวันหนึ่งศรีรัตน์ปรากฏอีกครั้งไม่ใช่ในฐานะอดีตพระชายาไม่ใช่ในฐานะผู้ถูกกลมแต่ในฐานะผู้สร้างแรงบันดาลใจที่แท้จริงราชสำนักไทยอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปสิ่งที่ควรตั้งคำถามต่อจากนี้คือประเทศไทยพร้อมสำหรับสตรีที่กลับมาโดยไม่มีพระบรมราชโองการหรือไม่ราชสำนักสามารถปรับตนให้สอดคล้องกับศรัทธาของประชาชนหรือไม่ และสำคัญที่สุดประชาชนต้องการอะไรจากการกลับมาครั้งนี้เราไม่ได้เรียกร้องตำแหน่งให้ใครแต่เราเฝ้ารอความจริงใจจากใครบางคนที่ไม่เคยพูดแต่เรายังเชื่อว่าเธอมีอะไรจะบอกในท้ายที่สุดบทสรุปของเรื่องนี้อาจไม่ได้จบลงที่ประกาศจากสำนักพระราชวังแต่อาจลงที่หัวใจของประชาชนศรีรัตน์ไม่จำเป็นต้องกลับมาเพื่อครองตำแหน่งใดแต่เธออาจกลับมาเพื่อยืนยันว่าสตรีที่เคยถูกลืมสามารถกลายเป็นแสงน้ำทางให้คนทั้งแผ่นดินได้อีกครั้งเสียงกระซิบของคำทำนายยัง คงอยู่ความหวังยังคงเต้นในใจของผู้ศรัทธาและในความเงียบคำถามยังไม่จางคำตอบอาจยังไม่มาแต่ความเปลี่ยนแปลงได้เริ่มต้นแล้วเรื่องราวของท่านผู้หญิงศรีรัตน์สูดีไม่ได้ถูกเล่าด้วยเสียงไม่เคยประกาศออกสื่อไม่เคยอ้างสิทธิ์แต่กลับอยู่ในหัวใจของผู้คนจำนวนไม่น้อยคำทำนายของพระภิกษุผู้เปี่ยมด้วยเมตตาไม่ได้บอกเราว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่กำลังถามเราว่าเราพร้อมหรือยังพร้อมที่จะฟังเสียงที่เคยถูกกลบพร้อมที่จะเปิดพื้นที่ให้กับคนที่เคยเงียบและ พร้อมที่จะมองพลังหญิงไม่ใช่แค่ด้วยสายตาทางราชสำนักแต่ด้วยสายตาของผู้ศรัทธาในความจริงศรีรัตน์ในคำทำนายอาจไม่ใช่แค่คนแต่อาจคือเงาในใจสังคมไทยที่ยังไม่เคยได้รับการเหยียบยาอย่างแท้จริงการกลับมาถ้ามีจริงไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นด้วยพิธีรรีตองไม่จำเป็นต้องมีประกาศใดๆและอาจไม่มีเครื่องทรงใดสวมทัพแต่จะเป็นการกลับมาในจิตใจของประชาชนในฐานะสัญลักษณ์ของความนิ่งที่ไม่แพ้ของสตรีที่ไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์เขียนแทนเธอและของความหวัง ที่กลับมาแบบไม่มีพิธีแต่มีพลังหากคุณรับชมจนถึงตอนนี้เราขอถามคุณว่าคุณคิดอย่างไรกับคำทำนายนี้คุณเชื่อหรือไม่ว่าการกลับมาอาจเกิดขึ้นในรูปแบบที่คุณไม่เคยจินตนาการแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์แบ่งปันความรู้สึกความคิดเห็นหรือประสบการณ์ของคุณเกี่ยวกับความเงียบและการให้อภัยที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์นี้ทีมงานของเราจะคอยรับฟังและเก็บเสียงของคุณเป็นส่วนหนึ่งของบทต่อไปเพราะบางครั้งประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกเขียนด้วยคน ที่พูดมากแต่อาจถูกเปลี่ยนโดยคนที่เคยเงียบแต่ไม่เคยหายไปจัดทำโดยทีมงานแวงแองชว

ศรีรัศมิ์ สุวะดี คอนเฟิร์มคัมแบ็ก? วิสัยทัศน์ของพระสงฆ์สร้างความตกตะลึงให้กับประเทศไทย! Read More

หลังจากรักษาตัวในโรงพยาบาลมา 2 ปี เจ้าหญิงพัชรกิติยาภาก็ตื่นแล้ว เจ้าหญิง โปรดตื่นเถิด เจ้าหญิง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิตติยาภานเรนทิราเทพยวรางกูรอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรในหลวงรัชกาลที่9และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตพระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวงสมเด็จพระเจ้าลูกเธเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาประสูติเมื่อวันที่7ธันวาคม2521ณพระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิตต่อมาพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตทรงโปรดกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพระราชพิธีสมพเดือนและขึ้นพระอูสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพชยาพาขึ้นในวันที่11 มกราคม2522ณพระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิตโดยมีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตทรงจรดพระกัณฑ์บิดกริบพระเกศาและทรงเจิมพระขวัญตามพระราชประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติตามประเพณีไทยแต่โบราณซึ่งเป็นพิธีรับขวัญให้กับพระราชโอรสพระโอรสพระราชธิดาพระธิดาที่ประสูติใหม่ด้านการศึกาานั้นพระองค์ทรงเริ่มศึกษาที่โรงเรียนราชินีในระดับอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่3จากนั้นได้เสด็จไปทรงศึกษาณโรงเรียนฮทFieldในเมืองแคอสหราชอาณาจักร ก่อนเสด็จกลับมาทรงศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่5และ6ที่โรงเรียนจิตลดาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาทรงศึกษาระดับปริญญาตรีใน2สาขาในสถาบันอุดมศึกษาของไทย2แห่งคือปริญญานิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดยทรงสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตนิยมอันดับ2และปริญญารัฐศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชคะแนนเกียรตินิยมอันดับ1ทรงศึกษาต่อณมหาวิทยาลัยคอร์แนลเมืองอิธาก้ารับนิวยอร์กซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำหรือกลุ่มไอวีลีกของประเทศสหรัฐ อเมริกาพระองค์เสด็จไปทรงศึกษาต่อโดยทรงใช้เวลาศึกษาในระดับปริญญามหาบัณฑิตักนิติศาสตร์หรือLMเพียง1ปีจากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตด้านนิติศาสตร์หรือjdและทรงศึกษากฎหมายที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาที่ประเทศไทยควบคู่กันไปพระราชกรณียกิจในสมัยรัชกาลที่9ยังทรงครองราชย์สมเด็จพระเจ้าลูกเธเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาหรือที่พระสงนิกรเรียกโดยทั่วไปว่าพระองามักเกี่ยวข้องกับด้านกฎหมายเป็นโดยเมื่อทรงสำร็จการศึกษาเสด็จกลับมา ประเทศไทยพระองค์ทรงเข้ารับราชการตำแหน่งอัยการผู้ช่วยสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอการสำนักอัยการสูงสุดต่อด้วยรองอัยการจังหวัดและอการจังหวัดทำให้พระองค์ได้รับการขนานพระนามว่าเจ้าหญิงนักกฎหมายตามที่ื่อไทยหลายสำนักขนานพระนามหลังทรงดำรงตำแหน่งอารจังหวัดแล้วพระองค์ทรงโอนย้ายมาดำรงตำแน่งเอกอัครราชทูตประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาตว่าด้วยการป้องกันอาชกรรมและความยุติธรรมทางอาญาณกรุงเวียนนาสาธารณรัฐออสเตรียตั้งแต่10มกราคม2555 สู่เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มได้แก่สาธารณะรัฐออสเตรียประเทศสโลวีเนียก่อนทรงกลับมารับตำแหน่งอัยการจังหวัดสู่อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานอัยการภาค2สำนักงานอัยการสูงสุดนิตยสารวิเคราะห์ข่าวนิเคอิเอเชียเคยเผยแพร่บทความเมื่อปี2559ว่าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาทรงมีจุดยืนที่พิเศษมากในประเทศไทยทั้งชาติกำเนิดและประสบการณ์ชีวิตโดยนักการทูตอาวุโสที่ไม่ประสงค์ออกนามระบุว่าด้วยพระราชประวัติที่ล้ำเลิศและชื่อเสียงของพระองค์พระองคาอาจทรงถือ ได้ว่าเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ที่สงพระปรชาสามารถที่สุดด้วยพระปรีชาสามาถและพระจริยวัตรอันงดงามส่งผลให้หลายองค์กรต่างทูนเกล้ากระหม่อมถวายรางวัลต่างๆเช่นกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทวนกล้าทวนกระหม่อมถวายตำแหน่งทูตสันทวัฒน์

หลังจากรักษาตัวในโรงพยาบาลมา 2 ปี เจ้าหญิงพัชรกิติยาภาก็ตื่นแล้ว เจ้าหญิง โปรดตื่นเถิด เจ้าหญิง Read More

ในหลวง ร.10 ทรงศรัทธาเจ้าฟ้าทีปังกร รับเสด็จ ศรีรัศมิ์ สุวะดี กลับตามพระราชประสง

อันนี้มาจากจังหวัดพิจิตรแล้วชื่ออะไรครับข้าราชการครูค่ะที่กำลังล่มสลายโดยหลวงวิจิตรวาทการซึ่งได้เขียนถึงความแตกต่างของชนชาติที่มีวัฒนธรรมและความเจริญงอกงามและชาติที่กำลังเสื่อมโทรมดังนี้เขื่อนนิสัยของชนชาติที่มีวัฒนธรรมมี4ประการคือ1มีนิสัยก่อสร้าง2มีนิสัยรักความปราณี3มีนิสัยงอกงามและ4มีนิสัยต่อสู้ตรงกันข้ามกับนิสัยของชนชาติที่ไม่มีวัฒนธรรมหรือชาติที่กำลังเสื่อมโทรมและชาตินั้นใกล้ถึงความพินาศล่มจมเราจะเห็น ในนิสัยต่อไปนี้ที่ปรากฏชัดคือ1นิสัยทำลายเผาชอบความรุนแรง2นิสัยอยากหรือสุขเอาเผากินหยาบทั้งคำพูดกระด้างทั้งหัวใจ3นิสัยร่วงโรยและสี่เลี่ยงนี้ไม่รับผิดชอบเอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่นและนี่คือคำทำนายประเทศไทย12รัชกาลของผลหลวงในสมัยรัชกาลที่1ในรัชสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีผู้เฒ่าเล่ากันต่อๆมาว่าในรัชกาลที่1วันหนึ่งเวลาเย็นขนาดที่พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกประทับอยู่ณตำหนักในขณะนั้นเองก็พอดีพระโหราผ่านมาจะเข้าเฝ้าพระองค์ก็เลย รับสั่งให้หาพระพุทธยอดฟ้าจึงเผยพระโอษฐ์ขึ้นก่อนว่าท่านมาก็ดีแล้วท่านโหราฉันจะให้ท่านพยากรณ์โชคชะตาของกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อต่อไปเบื้องหน้าจะเป็นอย่างไรพระโหราจึงกราบทูลว่าพระอาญาไม่พ้นเกล้าการถวายคำพยากรณ์โชคชะตาของกรุงรัตนโกสินทร์เป็นเรื่องสำคัญจำจะต้องตรวจการพยากรณ์โดยความระมัดระวังจะต้องใช้เวลาถึง3วันจึงจะกราบทูลถวายคำพยากรณ์ได้ครั้งแล้วท่านโหราธิบดีได้จดปีเดือนวันเวลาของวันที่ลงหลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ตามที่พระพุทธยอดฟ้ารับสั่ง แล้วจึงกราบทูลลากลับไปพอครบ3วันพระโหราธิบดีจึงมาเฝ้าพระพุทธยอดฟ้าตามนัดและได้ถวายคำพยากรณ์เป็น12ยุคดังนี้ยุคที่1รัชกาลที่1ชื่อว่ามหากาฬมีอรรถาว่ารัชกาลของพระองค์นี้มืดมากก็คือพระองค์ไม่รู้ที่จะดำเนินรัฐศาสนโยบายของประเทศไปในทางไหนดีเพราะเป็นระยะเริ่มก่อร่างสร้างตรง[เพลง]ยุคที่สองรัชกาลที่2ชื่อว่าผ่านยักษ์มีอรรถาธิบายว่าผู้ที่รับมอบสืบราชสมบัติต่อจากพระองค์ไปจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินผู้ที่ประกอบไปด้วยความอ่อนแอไม่มีความสามารถในการปก ครองยุคที่3รัชกาลที่3ชื่อว่ารักมิตรมีอรรถาธิบายว่าผู้ที่สืบราชสมบัติต่อมาถึงรัชกาลที่3นี้จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงโปรดที่จะทำสัญญาผูกสัมพันธ์ทำไมตีกับต่างประเทศมากยุคที่4รัชกาลที่4ชื่อว่าสถิตธรรมมีอรรถาธิบายว่าผู้ที่สืบราชสมบัติต่อมาถึงรัชกาลที่4นี้จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงพอพระทัยฝักใฝ่ในทางธรรมและพระพุทธศาสนามากยุคที่5รัชกาลที่5ชื่อว่าจำแขนขาดมีอรรถาธิบายว่าจะมีการเสียดินแดนให้แก่ต่างประเทศในรัชกาลที่5ด้วยความจำใจ ยุคที่6รัชกาลที่6ชื่อว่าราชโจรมีอรรถาธิบายว่าผู้ที่สืบราชสมบัติต่อมาถึงรัชกาลที่6นี้เป็นพระราชาที่เปรียบเสมือนโจรคือพระเจ้าแผ่นดินที่จับจ่ายใช้สอยทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มากยุคที่7รัชกาลที่7ชื่อว่าพันธุกมีอรรถาธิบายว่าผู้ที่สื่อราชสมบัติถึงรัชกาลที่7นี้จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มารับเคาะหนักตลอดรัชสมัยยุคที่8รัชกาลที่8ชื่อว่ายุคทมิฬมีอรรถาธิบายว่าจะเกิดมีสงครามในยุคนี้ประชาชนประชาธาตุจะต้องเสียสละทรัพย์สมบัติและ เลือดเนื้อเพื่อรักษาไว้ของส่วนใหญ่อันเป็นที่รักแต่พระโหรามีได้ทำนายไว้ถึงว่ารัชกาลที่8จะประสบเหตุการณ์ถึงสิ้นพระชนม์โดยลักษณะการเช่นนี้ยุคที่9ชื่อว่าถิ่นสกายมีอรรถาธิบายว่าผู้ที่สืบสังกะติวงศ์ของราชสมบัติต่อมาถึงรัชกาลนี้จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีบุญญาธิการประเทศจะเจริญรุ่งเรืองยุคที่10ชื่อว่าชาวศรีวิไลมีอรรถาธิบายว่าประชาชนพลเมืองจะถึงซึ่งอริยธรรมอันแท้จริงในยุคนี้คือพวกมิจฉาทิฐิและอธรรมจะเสื่อมสิ้นไปพวกนี้ถ้าไม่ตายด้วยคมหอก คมดาบก็จะต้องตายเพราะโรคภัยไข้เจ็บต่างๆเพราะเป็นยุคของอารยชนที่มีจิตใจเป็นธรรมที่จะอาศัยอยู่ในอารยประเทศถิ่นสกาวได้ถ้าผู้ใดไม่มีศีลผู้นั้นก็เท่ากับฝืนโชคชะตากรรมของประเทศชาติจะต้องได้รับโทษถึงตายโดยทางใดทางหนึ่งดังกล่าวมาแล้วยกที่11ชื่อว่าไทยมหาราชมีอรรถาธิบายว่าประเทศจะเป็นมหาอำนาจในยุคนี้ยุคที่12ชื่อว่าจักรพรรดิมีอัตถะที่ตายว่าพระเจ้าแผ่นดินจะเป็นถึงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิในยุคนี้คำยืนยันจากหลวงปู่มั่น ศาสน์กษัตริย์เปรียบเสมือนเสาหลักค้ำจุนกันและกันถ้าขาดพระมหากษัตริย์พระอริยบุคคลก็หายไปด้วยเรื่องของพระอริยบุคคลนี้พระอาจารย์มั่นป่ารบไว้หลายสถานที่หลายวาระต่างๆกันแล้วแต่เหตุท่านกล่าวว่าชาวพุทธมีหลายประเทศแต่จะขอกล่าวเฉพาะที่ใกล้เคียงคือเขมรลาวเวียดนามและพม่านอกนี้ไม่กล่าวพระอาจารย์มั่นบอกว่าเราไม่ได้ว่าเขาเหล่านั้นแต่ได้พิจารณาแล้วไม่มีก็ว่าไม่มีมีก็ว่ามีท่านหมายถึงว่าพระอริยบุคคลในประเทศเหล่านี้มีที่ ประเทศพม่าเพียงคนเดียวอยู่ในหมู่บ้านที่ท่านไปจำพรรษาเป็นพระขาวคืออุบาสกผู้ถือศีลซึ่งเรากันว่าบุตรสาวบุตรเขยและบุตรชายของผ้าขาวคนนั้นล่ะที่มาจัดเสนาสนะของบิดาเพื่อถวายพระอาจารย์มั่นและถ้าเจ้าคุณบุญมั่นครั้งจำพรรษาที่ประเทศพม่าท่านว่ายกเว้นสยามประเทศแล้วนอกนั้นไม่มีสำหรับสยามประเทศตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงปัจจุบันมีติดต่อมาโดยไม่ขาดสายทางคฤหัสถ์แต่มักขั้นต้นคฤหัสถ์มากกว่าทั้งปริมาณและมีสิคาน้อยกว่าพระอาจารย์มั่นกล่าวต่อไปว่าเราไม่ได้ว่า เขาเราไม่ได้ดูมินเขาเพราะประเทศเหล่านั้นขาดความพร้อมคือคุณสมบัติหลายอย่างเช่นเรื่องอักขระที่ไม่เป็นพุทธภาษาคือเป็นฐานก่อนวิบัติและองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือองค์พระมหากษัตริย์ของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนานี้ก็สำคัญขาดไม่ได้ถ้าขาดไปอริยบุคคลก็ขาดไปด้วยท่านจึงกล่าวอีกว่าเมื่อพระพุทธเจ้าจะประกาศพระศาสนาทรงหาหลักคำประการอันมั่นคงคือมุ่งไปที่พระเจ้าพิมพิสารความสำคัญอันนี้มีมาตลอดหากประเทศใดไม่มีองค์ประกอบนี้ซึ่งเป็น เอกอัครศาสนูปก็ปฏิเสธได้เลยเปรียบเหมือนกับก้อนเศร้าคือก้อนหินที่นำมาตั้งเป็นเตาทำอาหาร3ก้อนก้อนที่1คือความเป็นชาติก้อนที่2มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติก่อนที่3มีพระมหากษัตริย์เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกหากขาดไปก้อนใดก้อนหนึ่งก็จะขาดความสมบูรณ์ไปไม่เฉพาะจะใช้1ต้มแกงหมูหาอาหารได้ที่มาหนังสือรำลึกวันวานหนังสือรวบรวมเกร็ดประวัติศาสตร์ธรรมและพระธรรมเทศนาแห่งหลวงปู่มั่นจากบันทึกความทรงจำของหลวงตาทองคำจาร

ในหลวง ร.10 ทรงศรัทธาเจ้าฟ้าทีปังกร รับเสด็จ ศรีรัศมิ์ สุวะดี กลับตามพระราชประสง Read More