สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิตติยาภานเรนทิราเทพยวรางกูรอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรในหลวงรัชกาลที่9และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตพระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวงสมเด็จพระเจ้าลูกเธเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาประสูติเมื่อวันที่7ธันวาคม2521ณพระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิตต่อมาพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตทรงโปรดกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพระราชพิธีสมพเดือนและขึ้นพระอูสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพชยาพาขึ้นในวันที่11
มกราคม2522ณพระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิตโดยมีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตทรงจรดพระกัณฑ์บิดกริบพระเกศาและทรงเจิมพระขวัญตามพระราชประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติตามประเพณีไทยแต่โบราณซึ่งเป็นพิธีรับขวัญให้กับพระราชโอรสพระโอรสพระราชธิดาพระธิดาที่ประสูติใหม่ด้านการศึกาานั้นพระองค์ทรงเริ่มศึกษาที่โรงเรียนราชินีในระดับอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่3จากนั้นได้เสด็จไปทรงศึกษาณโรงเรียนฮทFieldในเมืองแคอสหราชอาณาจักร
ก่อนเสด็จกลับมาทรงศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่5และ6ที่โรงเรียนจิตลดาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาทรงศึกษาระดับปริญญาตรีใน2สาขาในสถาบันอุดมศึกษาของไทย2แห่งคือปริญญานิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดยทรงสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตนิยมอันดับ2และปริญญารัฐศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชคะแนนเกียรตินิยมอันดับ1ทรงศึกษาต่อณมหาวิทยาลัยคอร์แนลเมืองอิธาก้ารับนิวยอร์กซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำหรือกลุ่มไอวีลีกของประเทศสหรัฐ
อเมริกาพระองค์เสด็จไปทรงศึกษาต่อโดยทรงใช้เวลาศึกษาในระดับปริญญามหาบัณฑิตักนิติศาสตร์หรือLMเพียง1ปีจากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตด้านนิติศาสตร์หรือjdและทรงศึกษากฎหมายที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาที่ประเทศไทยควบคู่กันไปพระราชกรณียกิจในสมัยรัชกาลที่9ยังทรงครองราชย์สมเด็จพระเจ้าลูกเธเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาหรือที่พระสงนิกรเรียกโดยทั่วไปว่าพระองามักเกี่ยวข้องกับด้านกฎหมายเป็นโดยเมื่อทรงสำร็จการศึกษาเสด็จกลับมา
ประเทศไทยพระองค์ทรงเข้ารับราชการตำแหน่งอัยการผู้ช่วยสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอการสำนักอัยการสูงสุดต่อด้วยรองอัยการจังหวัดและอการจังหวัดทำให้พระองค์ได้รับการขนานพระนามว่าเจ้าหญิงนักกฎหมายตามที่ื่อไทยหลายสำนักขนานพระนามหลังทรงดำรงตำแหน่งอารจังหวัดแล้วพระองค์ทรงโอนย้ายมาดำรงตำแน่งเอกอัครราชทูตประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาตว่าด้วยการป้องกันอาชกรรมและความยุติธรรมทางอาญาณกรุงเวียนนาสาธารณรัฐออสเตรียตั้งแต่10มกราคม2555
สู่เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มได้แก่สาธารณะรัฐออสเตรียประเทศสโลวีเนียก่อนทรงกลับมารับตำแหน่งอัยการจังหวัดสู่อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานอัยการภาค2สำนักงานอัยการสูงสุดนิตยสารวิเคราะห์ข่าวนิเคอิเอเชียเคยเผยแพร่บทความเมื่อปี2559ว่าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาทรงมีจุดยืนที่พิเศษมากในประเทศไทยทั้งชาติกำเนิดและประสบการณ์ชีวิตโดยนักการทูตอาวุโสที่ไม่ประสงค์ออกนามระบุว่าด้วยพระราชประวัติที่ล้ำเลิศและชื่อเสียงของพระองค์พระองคาอาจทรงถือ
ได้ว่าเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ที่สงพระปรชาสามารถที่สุดด้วยพระปรีชาสามาถและพระจริยวัตรอันงดงามส่งผลให้หลายองค์กรต่างทูนเกล้ากระหม่อมถวายรางวัลต่างๆเช่นกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทวนกล้าทวนกระหม่อมถวายตำแหน่งทูตสันทวัฒน์
